1. บทนำ
หลังจากที่ได้กล่าวถึงหัววัดรังสีชนิดวัสดุซินทิลเลชัน (Scintillation Detector) ในบทความก่อนหน้า บทความนี้จะกล่าวถึงหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในงานตรวจวัดรังสีสมัยใหม่ เนื่องจากหัววัดรังสีชนิดนี้มีความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานสูง (high energy resolution) และสามารถวัดพลังงานของรังสีได้อย่างแม่นยำ
หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำใช้วัสดุสารกึ่งตัวนำ (semiconductor materials) เป็นตัวกลางในการตรวจวัดพลังงานของรังสี แตกต่างจากหัววัดแบบซินทิลเลชันที่อาศัยกระบวนการเปล่งแสงของผลึกซินทิลเลเตอร์ หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำสามารถแปลงพลังงานของรังสีให้กลายเป็น สัญญาณไฟฟ้าโดยตรง ผ่านกระบวนการสร้าง คู่ประจุอิเล็กตรอน–โฮล (electron–hole pairs) ภายในเนื้อวัสดุ
เมื่อรังสี เช่น γ-ray, X-ray หรืออนุภาคมีประจุ เดินทางเข้าสู่หัววัดรังสี พลังงานของรังสีจะถูกถ่ายโอนให้กับอิเล็กตรอนในโครงสร้างผลึกของวัสดุ ส่งผลให้เกิดกระบวนการก่อให้เกิดไอออนและสร้างพาหะประจุไฟฟ้า (charge carriers) ภายในวัสดุ ภายใต้สนามไฟฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นในหัววัดรังสี ตัวพาประจุเหล่านี้จะเคลื่อนที่ไปยังขั้วไฟฟ้าและสร้างสัญญาณกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำไปขยายและวิเคราะห์เพื่อสร้าง สเปกตรัมพลังงานของรังสี ได้
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำจึงถูกใช้อย่างแพร่หลายในงานวิเคราะห์รังสีแกมมา การศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียร์ รวมถึงการตรวจวัดรังสีในงานสิ่งแวดล้อมและการแพทย์นิวเคลียร์
2. หลักการทำงานของหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ
หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำส่วนใหญ่ใช้โครงสร้าง p–n junction diode หรือโครงสร้างที่คล้ายกัน โดยมีการจ่ายแรงดันย้อนกลับ (reverse bias voltage) เพื่อสร้างบริเวณที่เรียกว่า พื้นที่ปลอดพาหะประจุไฟฟ้า (depletion region )ซึ่งเป็นบริเวณที่ปราศจากตัวพาหะประจุอิสระ และเป็นบริเวณหลักที่ใช้สำหรับการตรวจวัดรังสี
เมื่อรังสีตกกระทบบริเวณนี้ จะเกิดกระบวนการสร้าง คู่ประจุอิเล็กตรอน–โฮล ภายในผลึกของสารกึ่งตัวนำ จำนวนคู่ประจุที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพลังงานของรังสี กล่าวคือ รังสีที่มีพลังงานสูงจะสร้างคู่ประจุได้มากกว่า
ตัวอย่างเช่น ในซิลิคอน (Si) การสร้างหนึ่งคู่ประจุต้องใช้พลังงานประมาณ 3.6 eV ดังนั้นเมื่อรังสีถูกดูดกลืนในวัสดุ หัววัดรังสีจะสามารถแปลงพลังงานของรังสีให้กลายเป็นจำนวนคู่ประจุที่สามารถตรวจวัดได้
ภายใต้สนามไฟฟ้าในบริเวณ พื้นที่ปลอดพาหะประจุไฟฟ้า อิเล็กตรอนและโฮลจะถูกแยกออกจากกันและเคลื่อนที่ไปยังขั้วไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของประจุเหล่านี้ก่อให้เกิด สัญญาณกระแสไฟฟ้า (current pulse) ซึ่งสามารถนำไปขยายและประมวลผลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างสเปกตรัมพลังงานของรังสีได้

3. ชนิดสารกึ่งตัวนำที่เป็นวัสดุพื้นฐานของหัววัดรังสี
วัสดุพื้นฐานของหัววัดชนิดนี้ต้องมีความบริสุทธิ์สูง และมีคุณสมบัติทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสม เช่น band gap ที่เหมาะสม ความคล่องตัวของตัวพาประจุสูง และความสามารถในการรวบรวมประจุได้ดี ตัวอย่างวัสดุที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่
ซิลิกอน (Silicon: Si)
ซิลิกอนเป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับหัววัดอนุภาค เนื่องจากสามารถผลิตเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำได้ง่ายและมีความเสถียรภาพสูง หัววัดรังสีที่ใช้ซิลิคอนเป็นวัสดุพื้นฐานมักใช้ในการตรวจวัดอนุภาคแอลฟาและบีตา รวมถึงระบบหัววัดรังสีแบบสร้างภาพ (imaging detector) ในฟิสิกส์อนุภาค
นอกจากนี้ ซิลิคอนยังถูกนำมาใช้สำหรับหัววัดรังสีขนาดเล็กและระบบตรวจวัดที่ต้องการความละเอียดเชิงตำแหน่งสูง เช่น หัววัดรังสีแบบระบุตำแหน่งแบบพิกเซล (pixel detector) และ หัววัดรังสีแบบระบุตำแหน่งแบบแถบ (strip detector)
เจอร์มาเนียมบริสุทธิ์สูง (High-Purity Germanium: HPGe)
หัววัดเจอร์มาเนียมบริสุทธิ์สูง High-Purity Germanium (HPGe) เป็นหัววัดรังสีแกมมาที่มีความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานสูงมาก จึงนิยมใช้ในงานวิเคราะห์สเปกตรัมรังสี เช่น
- การวิเคราะห์กัมมันตภาพรังสีในสิ่งแวดล้อม environmental radioactivity analysis มักใช้ในงานการตรวจติดตามการปนเปื้อนทางรังสีในสิ่งแวดล้อม
- การตรวจวิเคราะห์กัมมันตภาพรังสีในตัวอย่างสิ่งแวดล้อม
- การวิเคราะห์สเปกตรัมพลังงานรังสี
อย่างไรก็ตาม หัววัดเจอร์มาเนียมบริสุทธิ์นี้ต้องทำงานที่อุณหภูมิต่ำ เนื่องจากกระแสรั่วไหลภายในวัสดุจะเพิ่มขึ้นอย่างมากที่อุณหภูมิห้อง ดังนั้นจึงมักต้องใช้ ไนโตรเจนเหลว (liquid nitrogen) เพื่อทำให้หัววัดรังสี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ข้อดีของหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ
หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำมีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับหัววัดชนิดอื่น ได้แก่
- มี ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงาน (energy resolution) สูงมาก ทำให้สามารถแยกพลังงานของรังสีได้อย่างแม่นยำ
- สัญญาณไฟฟ้าเกิดขึ้นโดยตรงจากการสร้างประจุไฟฟ้า จึงมีการสูญเสียพลังงานในกระบวนการแปลงสัญญาณน้อย
- สามารถออกแบบเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กและรวมเข้ากับระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ได้ง่าย
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำจึงถูกใช้ในงานวิจัยฟิสิกส์นิวเคลียร์ การแพทย์นิวเคลียร์ การตรวจวัดรังสีสิ่งแวดล้อม และการสำรวจรังสีในอวกาศ
5. ข้อจำกัดของหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ
แม้ว่าหัววัดชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ เช่น
- วัสดุบางชนิดมีต้นทุนสูง โดยเฉพาะเจอร์มาเนียมที่มีความบริสุทธิ์สูง
- บางระบบต้องใช้การทำความเย็นเพื่อให้ หัววัดรังสี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- อาจเกิดความเสียหายจากรังสี (radiation damage) ได้เมื่อใช้งานในสภาวะการได้รับรังสีความแรงสูงมากเป็นเวลานาน
6. แนวโน้มการพัฒนาในงานวิจัย
ในงานวิจัยสมัยใหม่ นักวิจัยกำลังพัฒนาโครงสร้างแบบใหม่ของหัววัดรังสี ที่รวมข้อดีของวัสดุหลายชนิดเข้าด้วยกัน เช่น
- การรวมวัสดุซินทิลเลเตอร์กับสารกึ่งตัวนำ
- การสร้างโครงสร้างทางเลือก เช่น การใช้หัววัดรังสีแบบรอยต่อเฮเทอโร (heterojunction detectors) หรือหัววัดรังสีแบบรอยต่อระหว่างสารกึ่งตัวนำต่างชนิดกัน
- การพัฒนาหัววัดรังสีขนาดเล็กที่สามารถรวมเข้ากับระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบอ่านสัญญาณสมัยใหม่ได้
แนวทางดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา อุปกรณ์ตรวจวัดรังสีแบบไฮบริด (hybrid radiation detectors) ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มความไวในการตรวจวัดและปรับปรุงประสิทธิภาพของ หัววัดรังสี ในงานวิจัยและการใช้งานจริง
เปรียบเทียบหัววัดรังสีสามประเภท
หัววัดรังสีที่ใช้กันในงานวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่
- หัววัดรังสีชนิดบรรจุก๊าซ (gas detectors)
- หัววัดรังสีชนิดวัสดุซินทิลเลชัน (scintillation detectors)
- หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ
แม้ว่าทั้งสามระบบจะมีจุดประสงค์เดียวกันคือการตรวจวัดรังสี แต่กลไกการสร้างสัญญาณมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ตารางเปรียบเทียบกลไกของหัววัดรังสี
| ประเภทหัววัด | กลไกการเกิดสัญญาณ | วัสดุที่ใช้โดยทั่วไป | ข้อดีสำคัญ |
| หัววัดแบบบรรจุก๊าซ | การก่อให้เกิดไอออนกับโมเลกุลหรืออะตอมก๊าซ | Ar, He | โครงสร้างเรียบง่ายและทนทาน |
| หัววัดแบบวัสดุซินทิลเลชัน | การเปล่งแสงของผลึกซินทิลเลเตอร์ | NaI(Tl), CsI(Tl) | ประสิทธิภาพการตรวจวัดรังสีสูง |
| หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ | การสร้างคู่ประจุไฟฟ้าอิเล็กตรอน -โฮล | Si, Ge | ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานสูง |
สมการพื้นฐานของการสร้างประจุในหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ
เมื่อรังสีถูกดูดกลืนในสารกึ่งตัวนำ พลังงานของรังสีจะถูกใช้ในการสร้าง คู่ประจุอิเล็กตรอน–โฮล (electron–hole pairs) จำนวนของคู่ประจุที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพลังงานที่ถูกดูดกลืนในวัสดุ ซึ่งสามารถประมาณได้จากความสัมพันธ์พื้นฐานดังนี้

โดยที่
= จำนวนคู่ประจุที่เกิดขึ้น
= พลังงานของรังสีที่ถูกดูดกลืนในหัววัดรังสี
= พลังงานเฉลี่ยที่ใช้ในการสร้างหนึ่งคู่ประจุในวัสดุ
ตัวอย่างเช่น ใน ซิลิกอน (Si) ค่า มีค่าประมาณ 3.6 eV ดังนั้นหากรังสีมีพลังงาน 1 MeV และถูกดูดกลืนทั้งหมดใน หัววัดรังสี จะสามารถสร้างคู่ประจุได้ประมาณ

จำนวนประจุที่เกิดขึ้นนี้จะถูกเก็บรวบรวมโดยสนามไฟฟ้าในหัววัดรังสี และถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้
แผนภาพหลักการทำงานของ หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ



หลักการทำงานของหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ สามารถอธิบายได้จากกระบวนการต่อไปนี้
- รังสีที่ตกกระทบหัววัดรังสีจะถ่ายเทพลังงานให้กับอิเล็กตรอนในโครงสร้างผลึกของวัสดุ
- พลังงานดังกล่าวทำให้เกิดคู่ประจุอิเล็กตรอน–โฮล ภายในบริเวณ พื้นที่ปลอดพาหะประจุไฟฟ้า
- ภายใต้สนามไฟฟ้าที่เกิดจากจ่ายแรงดันย้อนกลับ (reverse bias) ทำให้ อิเล็กตรอนและโฮลจะถูกแยกออกจากกัน
- ประจุจะเคลื่อนที่ไปยังขั้วไฟฟ้าและสร้างสัญญาณกระแสไฟฟ้า (current pulse)
- สัญญาณดังกล่าวจะถูกขยายและประมวลผลโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างสเปกตรัมพลังงานของรังสี
กระบวนการนี้ทำให้ หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำสามารถวัดพลังงานของรังสีได้อย่างแม่นยำ และเป็นเหตุผลสำคัญที่หัววัดรังสีชนิดนี้ถูกใช้ในงานวิเคราะห์สเปกตรัมรังสีที่ต้องการความละเอียดสูง
ปัจจัยที่มีผลต่อความละเอียดของหัววัดรังสี
แม้ว่าหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำจะสามารถแปลงพลังงานของรังสีเป็นสัญญาณไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่คุณภาพของสัญญาณที่ได้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสถิติและทางอิเล็กทรอนิกส์หลายประการ ปัจจัยสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงในงานวิเคราะห์ หัววัดรังสี ได้แก่ Fano factor, electronic noise และ detector resolution
ค่าแฟกเตอร์ฟาโน (Fano Factor)
ในกระบวนการสร้างคู่ประจุอิเล็กตรอน–โฮล จำนวนคู่ประจุที่เกิดขึ้นไม่ได้มีค่าคงที่แน่นอนในทุกเหตุการณ์ แม้ว่าพลังงานของรังสีจะเท่ากันก็ตาม ความแปรปรวนของจำนวนคู่ประจุนี้เกิดจากธรรมชาติของกระบวนการสร้างประจุในวัสดุ
ปัจจัยที่ใช้บรรยายความแปรปรวนดังกล่าวเรียกว่าค่าแฟกเตอร์ฟาโน (Fano Factor) เป็นค่าที่บ่งบอกว่าการกระจายของจำนวนคู่ประจุมีความผันผวนมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับการกระจายแบบ Poisson โดยทั่วไปสารกึ่งตัวนำ เช่น ซิลิคอนและเจอร์เมเนียม จะมีค่า Fano factor ต่ำ ทำให้การกระจายของจำนวนประจุมีความแปรปรวนน้อย และช่วยให้หัววัดรังสีมีความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานได้ดี
สัญญาณรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Noise)
นอกจากความแปรปรวนทางสถิติของกระบวนการสร้างประจุแล้ว สัญญาณไฟฟ้าที่ได้จากหัววัดรังสียังอาจถูกรบกวนจากสัญญาณรบกวนจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในการขยายและประมวลผลสัญญาณ
แหล่งกำเนิดของสัญญาณรบกวนจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ อาจมาจากหลายปัจจัย เช่น
- ความผันผวนของกระแสไฟฟ้าในวงจรอิเล็กทรอนิกส์
- กระแสรั่วไหล (leakage current) ภายในหัววัดรังสี
- สัญญาณรบกวนผลจากความร้อนสะสม (thermal noise) ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
สัญญาณรบกวนเหล่านี้อาจทำให้สัญญาณที่ได้จากหัววัดรังสีกว้างขึ้นหรือกระจายมากขึ้น และลดความสามารถในการแยกพลังงานของรังสีที่มีค่าใกล้เคียงกัน
ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานของหัววัดรังสี (Detector Energy Resolution)
ความสามารถของหัววัดรังสีในการแยกพลังงานของรังสีที่แตกต่างกันเรียกว่า ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานของ หัววัดรังสี (detector energy resolution) ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของหัววัดรังสี
โดยทั่วไปความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานมักแสดงในรูปของ Full Width at Half Maximum (FWHM) หรือ ความกว้างที่ตำแหน่งกึ่งหนึ่งของค่าสูงสุด หรือ ค่า FWHM ของพีคพลังงานในสเปกตรัมพลังงานของรังสี ถ้าหากได้ค่า FWHM มีค่าต่ำ หมายถึงหัววัดรังสีนั้นสามารถแยกพลังงานของรังสีได้ดี
ในหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานที่ดีเกิดจากการรวมกันของหลายปัจจัย ได้แก่
- จำนวนคู่ประจุที่เกิดขึ้นต่อพลังงานรังสีสูง
- ค่าแฟกเตอร์ฟาโนต่ำ
- ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัญญาณรบกวนต่ำ
ด้วยเหตุนี้ หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำจึงเป็นเครื่องมือวัดที่สำคัญยิ่งในงานวิเคราะห์สเปกตรัมพลังงานรังสีที่ต้องการความแม่นยำสูง
ความสัมพันธ์ระหว่างค่าแฟกเตอร์ฟาโน (Fano Factor), สัญญาณรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Noise) และ ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงาน (Detector Resolution)
ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานของหัววัดรังสี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของกระบวนการหลายส่วน ตั้งแต่การสร้างประจุภายในวัสดุไปจนถึงการขยายสัญญาณในระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยทั่วไปสามารถพิจารณาองค์ประกอบสำคัญได้สามส่วน ได้แก่
- ความแปรปรวนทางสถิติของกระบวนการสร้างประจุ (Fano statistics)
- สัญญาณรบกวนจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic noise)
- กระบวนการรวบรวมประจุภายในหัววัดรังสี (charge collection)
ในกรณีของหัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำ ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานสามารถประมาณได้จากความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างพลังงานของรังสีและจำนวนคู่ประจุที่เกิดขึ้นใน หัววัดรังสี
จำนวนคู่ประจุที่เกิดขึ้นมีค่า

โดยที่
คือจำนวนคู่ประจุที่เกิดขึ้น
คือพลังงานของรังสีที่ถูกดูดกลืน
คือพลังงานเฉลี่ยที่ใช้ในการสร้างหนึ่งคู่ประจุ
อย่างไรก็ตาม จำนวนคู่ประจุที่เกิดขึ้นจริงจะมีความผันผวนทางสถิติ ซึ่งถูกอธิบายด้วยค่าแฟกเตอร์ฟาโน ทำให้ความแปรปรวนของจำนวนประจุมีค่า

โดยที่
คือ ค่าแฟกเตอร์ฟาโน
คือจำนวนคู่ประจุเฉลี่ย
ความแปรปรวนนี้ส่งผลโดยตรงต่อความกว้างของพีคพลังงานในสเปกตรัมรังสี และสามารถนำไปใช้ประมาณ ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานของ หัววัดรังสี ได้
โดยทั่วไปความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานในรูปของค่า FWHM สามารถประมาณได้จาก

สมการนี้แสดงให้เห็นว่า
- หัววัดรังสี ที่มีค่าแฟกเตอร์ฟาโนต่ำ จะมีความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานดี
- พลังงานเฉลี่ยที่ใช้สร้างคู่ประจุ (
) มีผลต่อความละเอียดของหัววัดรังสี
ในสารกึ่งตัวนำ เช่น Si และ Ge ค่า Fano factor มีค่าค่อนข้างต่ำดังในตาราง ทำให้หัววัดรังสีชนิดสารกึ่งตัวนำมีความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานดีกว่าหัววัดรังสีหลายชนิด
ความสำคัญต่อหัววัดรังสี คือ ค่า Fano factor ที่ต่ำทำให้ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานรังสีได้ดีขึ้น
| Detector | Fano factor (ประมาณ) |
| Si detector | ~0.1 |
| Ge detector | ~0.08 |
| Gas detector | ~0.2 |
อย่างไรก็ตาม ในระบบตรวจวัดจริง ความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานยังได้รับผลจากสัญญาณรบกวนจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกระบวนการรวบรวมประจุในหัววัดรังสี ดังนั้นความสามารถในการจำแนกแยกพลังงานรวมของระบบจึงมักพิจารณาเป็นผลรวมของหลายองค์ประกอบ ซึ่งสามารถเขียนในรูปแบบทั่วไปได้ว่า

โดยที่
คือความแปรปรวนจากสถิติของการสร้างประจุ
คือผลจากสัญญาณรบกวนจากระบบอิเล็กทรอนิกส์
คือผลจากความไม่สมบูรณ์ของการรวบรวมประจุ
ความเข้าใจในปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญต่อการออกแบบและปรับปรุง หัววัดรังสีที่มีความสามารถสูงในการจำแนกแยกพลังงาน โดยเฉพาะในงานวิเคราะห์สเปกตรัมพลังงานรังสีแกมมาและการศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียร์ต่างๆ
ตารางเปรียบเทียบวัสดุกึ่งตัวนำสำหรับหัววัดรังสีสมัยใหม่
| วัสดุ | สูตรเคมี | พลังงานช่องว่างแถบ (eV) | พลังงานสร้างคู่ประจุ (eV) | ความคล่องตัวของตัวพาประจุ (cm²/V·s) | ความหนาแน่น (g/cm³) | คุณสมบัติเด่น | ตัวอย่างการใช้งาน |
| ซิลิคอน | Si | ~1.12 | ~3.6 | ~1350 (อิเล็กตรอน) | 2.33 | เทคโนโลยีการผลิตพัฒนาแล้ว สัญญาณรบกวนต่ำ | เครื่องตรวจวัดอนุภาคและเครื่องตรวจวัดตำแหน่ง |
| เจอร์เมเนียมบริสุทธิ์สูง | HPGe | ~0.67 | ~2.9 | ~3900 | 5.32 | ความละเอียดพลังงานสูงมาก | เครื่องวิเคราะห์สเปกตรัมรังสีแกมมา |
| ซิลิคอนคาร์ไบด์ | SiC | ~3.2 | ~7.8 | ~900 | 3.21 | ทนรังสีสูง ทำงานที่อุณหภูมิสูง | การตรวจวัดนิวตรอนและอนุภาคพลังงานสูง |
| แกลเลียมไนไตรด์ | GaN | ~3.4 | ~8–9 | ~1000 | 6.15 | ทนต่อสภาวะรุนแรง | หัววัดรังสีไอออไนซ์และรังสีอัลตราไวโอเลต |
| แกลเลียมออกไซด์ | β-Ga₂O₃ | ~4.8–5.0 | ~10 | ~300 | 5.88 | ช่องว่างพลังงานกว้างมาก กระแสรั่วไหลต่ำ | หัววัดรังสีเอกซ์ |
| เพชรสังเคราะห์ | C (Diamond) | ~5.5 | ~13 | ~2200 | 3.51 | ทนรังสีสูงมาก การนำความร้อนดี | เครื่องตรวจวัดอนุภาคพลังงานสูง |
| โบรอนไนไตรด์ | BN | ~5–6 | ~15 | ~1000 | 3.45 | ทนรังสีและอุณหภูมิสูง | การตรวจวัดนิวตรอน |
| แคดเมียมซิงค์เทลลูไรด์ | CZT | ~1.6 | ~4.6 | ~1000 | 5.8 | ดูดกลืนรังสีแกมมาดี ทำงานที่อุณหภูมิห้อง | หัววัดรังสีแกมมา |
| แทลเลียมโบรไมด์ | TlBr | ~2.7 | ~6.5 | ~100 | 7.56 | stopping power สูงมาก | เครื่องวิเคราะห์สเปกตรัมรังสีแกมมาแบบพกพา |
| เพอรอฟสไกต์โลหะเฮไลด์ | เช่น MAPbI₃ | ~1.5–2.3 | ~4–5 | ~10–60 | ~4 | ผลิตง่าย ความไวสูง | หัววัดรังสีเอกซ์ |
วัสดุกึ่งตัวนำรุ่นใหม่สำหรับหัววัดรังสี
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา วัสดุกึ่งตัวนำที่ใช้ในหัววัดรังสีโดยทั่วไป ได้แก่ ซิลิคอน (Si) และ เจอร์เมเนียมบริสุทธิ์สูง (High-Purity Germanium; HPGe) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติทางอิเล็กทรอนิกส์เหมาะสมต่อการสร้างและรวบรวมประจุไฟฟ้าที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของรังสีกับสสาร อย่างไรก็ตาม ความต้องการในการตรวจวัดรังสีพลังงานสูง การใช้งานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง และการพัฒนาเครื่องตรวจวัดที่สามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิห้อง ได้กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาวัสดุกึ่งตัวนำชนิดใหม่อย่างต่อเนื่อง
วัสดุเหล่านี้มักอยู่ในกลุ่ม วัสดุกึ่งตัวนำแถบพลังงานกว้าง (วัสดุแถบช่องว่างพลังงานกว้าง; wide-bandgap semiconductors) หรือวัสดุที่มี เลขอะตอมเฉลี่ยสูง (วัสดุเลขอะตอมสูง; high-Z materials) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดกลืนรังสีพลังงานสูง เช่น รังสีเอกซ์ (X-ray) และ รังสีแกมมา (γ-ray) อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดกระแสรั่วไหลภายในอุปกรณ์ตรวจวัด ทำให้สามารถทำงานได้ที่ อุณหภูมิห้อง (room-temperature operation) โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็น
วัสดุที่ได้รับความสนใจในการวิจัยด้านหัววัดรังสีในปัจจุบัน ได้แก่
- แกลเลียมออกไซด์ (Gallium Oxide; β-Ga₂O₃)
- เพชรสังเคราะห์ (Diamond)
- โบรอนไนไตรด์ (Boron Nitride; BN)
- เพอรอฟสไกต์โลหะเฮไลด์ (Metal Halide Perovskites)
- แทลเลียมโบรไมด์ (Thallium Bromide; TlBr)
- แคดเมียมซิงค์เทลลูไรด์ (Cadmium Zinc Telluride; CZT)
- ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide; SiC)
- แกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride; GaN)
วัสดุเหล่านี้มีศักยภาพในการพัฒนาหัววัดรังสีที่มี ความทนทานต่อรังสีสูง ความละเอียดพลังงานดี และสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง เช่น อุณหภูมิสูง หรือบริเวณที่มีสนามรังสีเข้มข้น
วัสดุกึ่งตัวนำแถบพลังงานกว้าง
วัสดุในกลุ่ม กึ่งตัวนำแถบพลังงานกว้างมาก (ultra-wide bandgap semiconductors) เช่น
- β-Ga₂O₃
- Diamond
- BN
มีค่าพลังงานช่องว่างระหว่างแถบพลังงาน (bandgap energy) สูงกว่าวัสดุกึ่งตัวนำทั่วไป เช่น ซิลิคอน
ช่องว่างพลังงานที่กว้างช่วยลดการเกิด ตัวพาประจุจากความร้อน (thermal generation of charge carriers) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ กระแสรั่วไหลมืด (dark current) ในอุปกรณ์ตรวจวัด ส่งผลให้อุปกรณ์สามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิสูงโดยยังคงมีสัญญาณรบกวนต่ำ
วัสดุ เพชร (Diamond) และ โบรอนไนไตรด์ (BN) ยังมีคุณสมบัติเด่นเพิ่มเติม ได้แก่
- ความทนทานต่อรังสีสูง (radiation hardness)
- ความคล่องตัวของตัวพาประจุสูง (carrier mobility)
- การนำความร้อนสูง (thermal conductivity)
คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้วัสดุดังกล่าวเหมาะสำหรับการตรวจวัดอนุภาคพลังงานสูง เช่น
- อนุภาคแอลฟา
- การตรวจวัดนิวตรอน
ในขณะเดียวกัน แกลเลียมออกไซด์ (β-Ga₂O₃) ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามารถพัฒนาเป็นอุปกรณ์ตรวจวัด รังสีเอกซ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังสูง
เพอรอฟสไกต์โลหะเฮไลด์
วัสดุในกลุ่ม เพอรอฟสไกต์โลหะเฮไลด์ (metal halide perovskites) เช่น

หรือวัสดุที่มีโครงสร้างผลึกแบบเพอรอฟสไกต์ ได้รับความสนใจอย่างมากในงานวิจัยด้านอุปกรณ์แสง-อิเล็กทรอนิกส์และหัววัดรังสี
คุณสมบัติสำคัญของวัสดุกลุ่มนี้ ได้แก่
- ความทนทานต่อตำหนิในผลึกสูง (defect tolerance)
- ความคล่องตัวของตัวพาประจุสูง
- เลขอะตอมเฉลี่ยสูง
เลขอะตอมที่สูงช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดกลืน รังสีเอกซ์และรังสีแกมมา ส่งผลให้วัสดุชนิดนี้มีศักยภาพในการพัฒนาหัววัดรังสีที่มีความไวสูง
นอกจากนี้ วัสดุเพอรอฟสไกต์ยังสามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการเคลือบสารละลาย (solution processing) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและเปิดโอกาสในการสร้างเครื่องตรวจวัดพื้นที่ขนาดใหญ่
วัสดุกึ่งตัวนำสารประกอบสำหรับการตรวจวัดรังสี
วัสดุกึ่งตัวนำชนิดสารประกอบหลายชนิดได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในหัววัดรังสี โดยเฉพาะสำหรับการตรวจวัดรังสีแกมมา
แคดเมียมซิงค์เทลลูไรด์ (CZT)
วัสดุ แคดเมียมซิงค์เทลลูไรด์ (Cadmium Zinc Telluride; CZT) ถือเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับหัววัดรังสีแกมมา เนื่องจากมี
- เลขอะตอมเฉลี่ยสูง
- ความหนาแน่นของวัสดุสูง
- ช่องว่างพลังงานกว้าง
คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ CZT สามารถตรวจวัดรังสีแกมมาได้ที่ อุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องใช้ระบบทำความเย็นเหมือนเครื่องตรวจวัดแบบเจอร์เมเนียมบริสุทธิ์สูง
แทลเลียมโบรไมด์ (TlBr)
วัสดุ แทลเลียมโบรไมด์ (Thallium Bromide; TlBr) เป็นอีกหนึ่งวัสดุที่มีเลขอะตอมสูงและมีศักยภาพสำหรับการตรวจวัดรังสีแกมมา
คุณสมบัติเด่นของวัสดุชนิดนี้ ได้แก่
- ความสามารถในการหยุดยั้งรังสีสูง (stopping power)
- สมรรถนะด้านสเปกตรัมดี
- สามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิห้อง
ปัจจุบัน TlBr กำลังถูกศึกษาเพื่อใช้ใน เครื่องวิเคราะห์สเปกตรัมรังสีแกมมาแบบพกพา
ซิลิคอนคาร์ไบด์และแกลเลียมไนไตรด์
วัสดุ ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) และ แกลเลียมไนไตรด์ (GaN) เป็นวัสดุกึ่งตัวนำแถบพลังงานกว้างที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสำหรับหัววัดรังสีที่ต้องทำงานในสภาวะรุนแรง
ซิลิคอนคาร์ไบด์ (4H-SiC)
วัสดุโพลีไทป์ 4H-SiC มีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
- ความทนทานต่อรังสีสูง
- เสถียรภาพทางความร้อนสูง
- กระแสรั่วไหลต่ำ
คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้หัววัดรังสีที่ใช้ SiC เหมาะสำหรับการใช้งาน เช่น
- การตรวจวัดอนุภาคแอลฟา
- การตรวจวัดนิวตรอน
- การตรวจวัดรังสีในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง
แกลเลียมไนไตรด์ (GaN)
วัสดุ แกลเลียมไนไตรด์ (GaN) มีช่องว่างพลังงานประมาณ 3.4 อิเล็กตรอนโวลต์ และถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์กำเนิดแสง
ในด้านหัววัดรังสี วัสดุ GaN กำลังได้รับการพัฒนาเพื่อใช้ใน
- หัววัดรังสีอัลตราไวโอเลต
- หัววัดรังสีไอออไนซ์
- เซนเซอร์สำหรับสภาพแวดล้อมรุนแรง
วัสดุกึ่งตัวนำอินทรีย์
นอกจากวัสดุกึ่งตัวนำอนินทรีย์แล้ว ยังมีการศึกษา วัสดุกึ่งตัวนำอินทรีย์ (organic semiconductors) สำหรับการตรวจวัดรังสีในบางการใช้งาน
วัสดุประเภทนี้มีข้อดี ได้แก่
- ความยืดหยุ่นของอุปกรณ์สูง
- ต้นทุนการผลิตต่ำ
- สามารถผลิตเป็นเครื่องตรวจวัดพื้นที่ขนาดใหญ่ได้
ในบางระบบมีการพัฒนาโครงสร้างแบบผสม (hybrid structures) เช่น การผสมวัสดุกึ่งตัวนำอินทรีย์กับ ไทเทเนียมออกไซด์ (TiO₂) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับรังสี
การประยุกต์ใช้งานของวัสดุเหล่านี้
การพัฒนาวัสดุกึ่งตัวนำรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของหัววัดรังสีในหลายสาขา ได้แก่
- การแพทย์และการสร้างภาพทางการแพทย์
- ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
- ระบบเฝ้าระวังรังสีเพื่อความมั่นคง
- การทดลองฟิสิกส์พลังงานสูง
- การสำรวจอวกาศและการใช้งานในสภาพแวดล้อมรุนแรง
การวิจัยในทิศทางนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา หัววัดรังสีรุ่นใหม่ที่มีความไวสูง ขนาดเล็ก และสามารถทำงานได้ในสภาวะแวดล้อมที่หลากหลาย

ใส่ความเห็น