มาตรการป้องกันอันตรายจากรังสี
รังสีก่อให้เกิดไอออนเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำให้อะตอมหรือโมเลกุลที่เคลื่อนที่ผ่านเกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้ จึงมีประโยชน์อย่างมากในด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม การวิจัย เกษตรกรรม และพลังงานนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม หากได้รับรังสีในปริมาณสูงหรือได้รับโดยไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากรังสีจึงต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการป้องกันอันตรายจากรังสีอย่างเป็นระบบ ตามหลักความปลอดภัยสากลของ IAEA และ ICRP ซึ่งมุ่งคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน ผู้ป่วย และสิ่งแวดล้อม [1], [2]
1. แนวคิดพื้นฐานของการป้องกันอันตรายจากรังสี
การป้องกันอันตรายจากรังสีมีเป้าหมายสำคัญคือ การลดโอกาสและระดับของการได้รับรังสีให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยไม่ขัดขวางการใช้ประโยชน์จากรังสีที่มีความจำเป็นและเหมาะสม หลักการสำคัญของการป้องกันทางรังสีประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่
- การใช้รังสีอย่างคุ้มค่ามีเหตุผล หมายถึง การดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรังสีนั้นต้องมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น การถ่ายภาพทางรังสีเพื่อการวินิจฉัยควรทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่เหมาะสม
- การปรับเลือกวิธีการให้เหมาะสม หรือหลัก ALARA (As Low As Reasonably Achievable) หมายถึง การทำให้ปริมาณรังสีที่บุคคลได้รับอยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่สามารถทำได้อย่างสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม เทคนิค และความปลอดภัย ซึ่งมีหลักการพื้นฐานอย่างง่าย 3 ประการ คือ ลดเวลา เพิ่มระยะห่าง และใช้วัสดุกำบัง (Time, Distance, and Shielding)
- การกำหนดขีดจำกัดปริมาณรังสี หมายถึง การควบคุมไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานหรือประชาชนได้รับรังสีเกินค่าขีดจำกัดที่กำหนดตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยแนวทางของ IAEA กำหนดหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยสำหรับการได้รับรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีในสถานการณ์ต่าง ๆ [1]
2. หน่วยวัดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันทางรังสี
ในการป้องกันอันตรายจากรังสี จำเป็นต้องเข้าใจหน่วยวัดที่เกี่ยวข้อง เพราะคำว่า “ปริมาณรังสี” อาจหมายถึงปริมาณคนละประเภทกัน เช่น
| ปริมาณ | ความหมาย | หน่วย |
| กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity) | จำนวนการสลายตัวของนิวเคลียสที่แผ่รังสีออกมาต่อวินาที | Becquerel (Bq) |
| ปริมาณรังสีดูดกลืน (Absorbed Dose) | พลังงานรังสีที่สารตัวกลางถูกดูดกลืนต่อมวลสาร | Gray (Gy) |
| ปริมาณรังสีสมมูล (Equivalent Dose) | ปริมาณรังสีที่คำนึงถึงหรือการปรับเทียบตามชนิดของรังสี | Sievert (Sv) |
| ปริมาณรังสียังผล (Effective Dose) | ปริมาณรังสีที่คำนึงถึงชนิดรังสีและการปรับเทียบตามความไวต่อรังสีของอวัยวะ | Sievert (Sv) |
| อัตราปริมาณรังสี (Dose rate) | ปริมาณรังสีต่อหน่วยเวลา | µSv/h, mSv/h |
ในการสื่อสารด้านความปลอดภัยทางรังสี มักใช้หน่วย sievert (Sv) หรือหน่วยย่อย เช่น millisievert (mSv) และ microsievert (µSv) เพราะเป็นหน่วยที่ใช้ประเมินความเสี่ยงต่อร่างกายมนุษย์
3. มาตรการพื้นฐานของการป้องกันอันตรายจากรังสี
มาตรการพื้นฐานที่สุดในการลดการได้รับรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีภายนอกคือ เวลา ระยะทาง และวัสดุกำบังรังสี หรือ Time, Distance, and Shielding หลักการนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาล อุตสาหกรรม และสถานการณ์ฉุกเฉินทางรังสี [3], [4]
- เวลา หมายถึง การลดระยะเวลาที่อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดรังสี เนื่องจากปริมาณรังสีที่ได้รับแปรผันตรงกับเวลา
ปริมาณรังสีที่ได้รับ (Dose) = อัตราปริมาณรังสี (Dose rate) × ช่วงเวลาการได้รับรังสี (Time)
ตัวอย่างที่ 1 หากอัตราปริมาณรังสีเท่ากับ 100 µSv/h และผู้ปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณนั้น 2 ชั่วโมง
จะได้รับรังสี
100 µSv/h × 2 h = 200 µSv
แต่ถ้าลดเวลาทำงานลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งคือ 1 ชั่วโมง
จะได้รับปริมาณรังสีลดลงเป็น
100 µSv/h × h = 100 µSv
ซึ่งมาตรการลดเวลาสามารถแสดงให้เห็นว่า ปริมาณรังสีการได้รับรังสีนั้นลดลงได้จริง ในอัตราการลดลงแบบ 1:1 ในลักษณะเชิงเส้น
- ระยะทาง หมายถึง การเพิ่มระยะห่างจากแหล่งกำเนิดรังสี โดยในกรณีที่แหล่งกำเนิดมีลักษณะใกล้เคียงเป็นแหล่งกำเนิดแบบจุด อัตราปริมาณรังสีจะลดลงตามกฎผกผันกำลังสองของระยะห่าง
อัตราปริมาณรังสีใหม่ = อัตราปริมาณรังสีเดิม × (ระยะห่างเดิม / ระยะห่างใหม่)²
ตัวอย่างที่ 2 หากอัตราปริมาณรังสีที่ระยะ 1 เมตร เท่ากับ 100 µSv/h เช่นเดิม และถ้าช่วงเวลาทำงานเป็นเวลา 2 ชม. ซึ่งที่ตำแหน่งเดิมนี้จะได้รับรังสีเป็นปริมาณ 100 µSv/h × 2 h = 200 µSv
และเมื่อเพิ่มระยะห่างจากแหล่งกำเนิดเป็น 3 เมตร อัตราปริมาณรังสีที่ได้รับจะเหลือประมาณ
100 × (1/3)² = 11.1 µSv/h
หากอยู่เป็นเวลา 2 ชั่วโมง จะได้รับรังสี 11.1 µSv/h × 2 h = 22.2 µSv
ซึ่งมาตรการเพิ่มระยะห่างสามารถแสดงให้เห็นว่า ปริมาณรังสีการได้รับรังสีนั้นสามารถลดลงได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ในอัตราการลดลงแบบ 200:22.2 หรือราว 9 เท่า หรือเป็นสัดส่วนกำลังสองของระยะห่าง
- วัสดุกำบังรังสี หมายถึง การใช้วัสดุเพื่อลดความเข้มของรังสีที่ทะลุผ่านได้ เช่น ตะกั่วใช้กำบังรังสีเอกซ์และรังสีแกมมา คอนกรีตอย่างหนาใช้กำบังรังสีพลังงานสูงและนิวตรอนบางช่วงพลังงาน น้ำและพาราฟินใช้ช่วยลดทอนพลังงานของนิวตรอน วัสดุกำบังต้องเลือกให้เหมาะกับชนิดและพลังงานของรังสี ไม่ใช่วัสดุชนิดเดียวจะเหมาะกับรังสีทุกประเภท
ตัวอย่างที่ 3 หากใช้ฉากกำบังที่มีความหนาเท่ากับ 2 HVL โดย HVL คือความหนาที่ลดความเข้มรังสีลงครึ่งหนึ่ง รังสีจะเหลือ
หลังผ่านวัสดุกำบังหนา 1 HVL = เหลือ 1/2 ของความเข้มรังสีเดิม
หลังผ่านวัสดุกำบังหนา 2 HVL = เหลือ 1/4 ของความเข้มรังสีเดิม
หากเดิมมีอัตราปริมาณรังสี 100 µSv/h เมื่อผ่านฉากกำบัง 2 HVL จะเหลือ
อัตราปริมาณรังสีเป็น 100 ÷ 4 = 25 µSv/h
หากอยู่เป็นเวลา 2 ชั่วโมง จะได้รับรังสี 25 µSv/h × 2 h = 50 µSv (ซึ่งเดิมไม่มีวัสดุกำบังได้รับ 200 µSv)
ซึ่งมาตรการเพิ่มระยะห่กั้นด้วยวัสดุกำบังสามารถแสดงให้เห็นว่า ปริมาณรังสีการได้รับรังสีนั้นสามารถลดลงได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ในอัตราการลดลงแบบ 200:50 หรือราว 4 หรือ 2n เท่า หรือเป็นสัดส่วนสองกำลังจำนวนเท่าของความหนากึ่งหนึ่ง (HVL)
ตัวอย่างที่ 4 เมื่อนำทั้งสามมาตรการมาใช้ร่วมกัน เช่น ลดเวลาจาก 2 ชั่วโมงเป็น 0.5 ชั่วโมง เพิ่มระยะจาก 1 เมตรเป็น 3 เมตร และใช้ฉากกำบัง 2 HVL
ปริมาณรังสีที่ได้รับจะลดลงจาก 200 µSv จะเหลือปริมาณรังสีเพียง
100 × (1/3)² ÷ 4 × 0.5 h = 1.39 µSv
หรือกล่าวได้ว่าลดลงประมาณ 99.3% เมื่อเทียบกับกรณีเดิม
ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนถึงผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันอันตรายจากรังสี
4. มาตรการด้านวิศวกรรม
นอกจากมาตรการป้องกันอันตรายจากรังสีเบื้องต้น (Time, Distance, and Shielding) แล้ว สถานที่ปฏิบัติงานทางรังสีควรมีมาตรการด้านวิศวกรรมเพื่อควบคุมความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง เช่น การออกแบบห้องปฏิบัติการให้มีผนังกำบังรังสีเหมาะสม การติดตั้งประตูนิรภัย ระบบประตูแบบ interlock สัญญาณเตือนสถานการณ์ทางรังสีผิดปกติ เครื่องวัดปริมาณรังสีประจำพื้นที่ ระบบระบายอากาศเฉพาะสำหรับงานที่มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนทางรังสี และการจัดวางแหล่งกำเนิดรังสีให้อยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมได้
ซึ่งมาตรการด้านวิศวกรรมมีความสำคัญเพราะช่วยลดการพึ่งพาพฤติกรรมของบุคคลเพียงอย่างเดียว หากระบบถูกออกแบบอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงในการได้รับรังสีโดยไม่ตั้งใจจะลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในงานที่ใช้แหล่งกำเนิดรังสีเข้มสูง เครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ เครื่องเร่งอนุภาค หรือวัสดุกัมมันตรังสีเปิดผนึก
5. มาตรการด้านการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการความปลอดภัยทางรังสีเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบป้องกันอันตรายจากรังสี โดยควรครอบคลุมการกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้รับผิดชอบ การจัดทำขั้นตอนปฏิบัติงาน การกำหนดเขตควบคุมและเขตเฝ้าระวัง การควบคุมการเข้าออกพื้นที่ การฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน การบันทึกปริมาณรังสี และการตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
IAEA ให้ความสำคัญกับการป้องกันรังสีในงานอาชีวอนามัยทางรังสี โดยเน้นการประเมินความเสี่ยง การควบคุมการได้รับรังสี การเฝ้าระวังพื้นที่ และการติดตามปริมาณรังสีบุคคลอย่างเหมาะสม [5] ผู้ปฏิบัติงานที่มีโอกาสได้รับรังสีจึงควรสวมเครื่องบันทึกการได้ปริมาณรังสี (dosimeter) เช่น TLD, OSL หรือ electronic personal dosimeter (EPD) ตามลักษณะงาน เพื่อใช้ประเมินปริมาณรังสีสะสมและตรวจสอบว่าอยู่ภายในเกณฑ์หรือขีดจำกัดการได้รับตามที่กำหนด
6. การควบคุมการปนเปื้อนและการได้รับรังสีภายในร่างกาย
หลักการลดเวลา เพิ่มระยะห่าง และใช้วัสดุกำบัง (Time, Distance, and Shielding) เหมาะกับการลดการได้รับรังสีจากแหล่งกำเนิดภายนอก แต่หากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุกัมมันตรังสีชนิดเปิดผนึก ต้องพิจารณาความเสี่ยงจากการปนเปื้อนและการรับรังสีภายในร่างกายด้วย เช่น การสูดดม การกลืนกิน หรือการเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล
มาตรการที่จำเป็น ได้แก่ การใช้ตู้ดูดควันหรือกล่องระบบปิดทำงานผ่านถุงมือ (glove box) การควบคุมการกระจายของสารกัมมันตรังสี การใช้ภาชนะรองรับ การตรวจการปนเปื้อนบนพื้นผิว การตรวจมือและเท้าและเสื้อผ้าก่อนออกจากพื้นที่ การห้ามรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำในพื้นที่ปฏิบัติงาน และการจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างถูกต้อง
อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น เสื้อกาวน์ ถุงมือ แว่นตา หน้ากาก หรือชุดป้องกัน ควรใช้ตามระดับความเสี่ยงของงาน อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลควรถือเป็นมาตรการเสริม ไม่ใช่มาตรการหลักแทนการออกแบบทางวิศวกรรมและการควบคุมการปฏิบัติงาน
7. การใช้รังสีทางการแพทย์
ในทางการแพทย์ การใช้รังสีมีประโยชน์โดยตรงต่อผู้ป่วย เช่น การวินิจฉัยโรคด้วยรังสีเอกซ์ การทำ CT-scan เวชศาสตร์นิวเคลียร์ และรังสีรักษา แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักการใช้รังสีอย่างมีเหตุผลและการปรับให้เหมาะสม IAEA เน้นว่าการได้รับรังสีทางการแพทย์ควรมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม และควรใช้เทคนิคที่ให้ข้อมูลเพียงพอต่อการวินิจฉัยหรือการรักษา โดยไม่ให้ปริมาณรังสีสูงเกินจำเป็น [6]
สำหรับผู้ป่วย หลักการ “ขีดจำกัดการได้รับรังสี (dose limit)” โดยทั่วไปไม่ใช้ในลักษณะเดียวกับผู้ปฏิบัติงานหรือประชาชน เพราะการได้รับรังสีมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์โดยตรง แต่ต้องมีการปรับเทคนิคให้เหมาะสม ใช้ในระดับอ้างอิงเพื่องานวินิจฉัย(diagnostic reference levels) เพื่อให้เหมาะสมและป้องกันบุคคลอื่น เช่น ญาติ ผู้ดูแล และประชาชนที่อยู่ใกล้บริเวณปฏิบัติงาน
8. การเตรียมพร้อมและการตอบโต้เหตุฉุกเฉินทางรังสี
แม้ระบบป้องกันจะออกแบบอย่างรอบคอบ แต่สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับรังสีควรมีแผนเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ผิดปกติหรือเหตุฉุกเฉิน เช่น แหล่งกำเนิดรังสีสูญหาย การปนเปื้อน การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี หรือการได้รับรังสีเกินคาดหมาย แนวทางพื้นฐานสำหรับประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงอาศัยหลักการลดเวลา เพิ่มระยะทาง และใช้กำบังหรือหลบอยู่ภายในอาคารที่เหมาะสม [4]
แผนการตอบโต้เหตุฉุกเฉินควรกำหนดขั้นตอนการแจ้งเหตุ การอพยพหรือหลบภัย การกั้นพื้นที่ การประเมินระดับรังสี การชำระล้างการปนเปื้อน การสื่อสารความเสี่ยง และการประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลหรือหน่วยตอบโต้เหตุฉุกเฉิน การฝึกซ้อมเป็นระยะเป็นประจำจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานตอบสนองได้ถูกต้องและลดความตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุจริง
9. สรุป
มาตรการป้องกันอันตรายจากรังสีเป็นระบบการจัดการความปลอดภัยที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประเมินความจำเป็นของการใช้รังสี การออกแบบพื้นที่ การกำหนดขั้นตอนปฏิบัติงาน การติดตามปริมาณรังสี การควบคุมการปนเปื้อน การฝึกอบรมบุคลากร และการเตรียมพร้อมต่อเหตุฉุกเฉิน หลักการลดเวลา เพิ่มระยะทาง และใช้วัสดุกำบัง เป็นหลักพื้นฐานที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง แต่การป้องกันทางรังสีที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยทั้งมาตรการทางวิศวกรรม การบริหารจัดการ วัฒนธรรมความปลอดภัย และการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การใช้รังสีเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีความเสี่ยงต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต่ำที่สุด


รายการเอกสารอ้างอิง
[1] International Atomic Energy Agency. (2014). Radiation protection and safety of radiation sources: International basic safety standards. General Safety Requirements Part 3. IAEA. https://www.iaea.org/publications/8930/radiation-protection-and-safety-of-radiation-sources-international-basic-safety-standards
[2] International Commission on Radiological Protection. (2007). The 2007 recommendations of the International Commission on Radiological Protection: ICRP Publication 103. Annals of the ICRP, 37(2–4). https://doi.org/10.1177/ANIB_37_2-4
[3] United States Environmental Protection Agency. (n.d.). Protecting yourself from radiation. EPA. https://www.epa.gov/radiation/protecting-yourself-radiation
[4] Centers for Disease Control and Prevention. (n.d.). Radiation emergencies: Safety. CDC. https://www.cdc.gov/radiation-emergencies/safety/index.html
[5] International Atomic Energy Agency. (2018). Occupational radiation protection. General Safety Guide No. GSG-7. IAEA.
[6] International Atomic Energy Agency. (n.d.). Radiation protection of patients. IAEA. https://www.iaea.org/resources/rpop
ใส่ความเห็น