Nuclear Energy Beyond Earth: Space Technologies and Shared Pathways for Advancing Reactors on Earth
บทนำ
พลังงานนิวเคลียร์อวกาศไม่ใช่แนวคิดใหม่หรือเทคโนโลยีเชิงจินตนาการ หากแต่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับการใช้งานจริงในภารกิจอวกาศมาแล้วกว่าหกทศวรรษ ก่อนที่โลกจะหันมาให้ความสนใจกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล (Small Modular Reactor: SMR) และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก (microreactor) เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดกะทัดรัดได้พิสูจน์บทบาทของตนในอวกาศมาก่อนแล้ว ทั้งในรูปแบบระบบแหล่งพลังงานไอโซโทปรังสี (Radioisotope Power Systems: RPS) เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกไอโซโทปรังสี (Radioisotope Thermoelectric Generator: RTG) และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันขนาดเล็กสำหรับดาวเทียม
จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1961 เมื่อดาวเทียม Transit 4A ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาใช้ RTG เป็นแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศเป็นครั้งแรก โดยระบบดังกล่าวผลิตไฟฟ้าจากความร้อนที่เกิดจากการสลายตัวของวัสดุกัมมันตรังสี ไม่ใช่จากปฏิกิริยาฟิชชันแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (DOE, 2014) ต่อมาในปี ค.ศ. 1965 สหรัฐอเมริกาได้ส่ง SNAP-10A ขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งถือเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันเครื่องแรกของโลกที่ทำงานในอวกาศ โดยผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 600 วัตต์ และเดินเครื่องเป็นเวลา 43 วัน ก่อนหยุดทำงานจากความขัดข้องของอุปกรณ์ไฟฟ้า ไม่ใช่จากความล้มเหลวของแกนปฏิกรณ์ (Guinness World Records, n.d.) ขณะเดียวกัน สหภาพโซเวียตได้ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันขนาดเล็กกับดาวเทียมสำรวจมหาสมุทรในโครงการ RORSAT หลายสิบเครื่องในช่วง ค.ศ. 1967-1988 และต่อยอดสู่เครื่องปฏิกรณ์ TOPAZ-1 ในปี ค.ศ. 1987 (World Nuclear Association, 2026)
ในอีกด้านหนึ่ง ระบบ RPS/RTG ได้กลายเป็นเทคโนโลยีหลักของภารกิจสำรวจระยะไกล เนื่องจากสามารถทำงานได้ในบริเวณที่แสงอาทิตย์ไม่เพียงพอหรือไม่เสถียร เช่น ห้วงอวกาศลึก ดวงจันทร์ที่มีกลางคืนยาวนาน ดาวอังคารที่มีฝุ่นปกคลุม และดาวเคราะห์ชั้นนอกของระบบสุริยะ องค์การ NASA อธิบายว่า RPS ใช้ความร้อนจากการสลายตัวของพลูโทเนียม-238 เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนให้แก่ยานสำรวจ เช่น Voyager, Curiosity และ Perseverance (NASA, 2026a) แม้ว่า RPS จะไม่ใช่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่เป็นหลักฐานสำคัญว่าระบบพลังงานนิวเคลียร์ขนาดกะทัดรัดสามารถทำงานได้ยาวนานและเชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมรุนแรง
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้พลังงานนิวเคลียร์อวกาศมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคใหม่บนโลก เนื่องจากข้อกำหนดของอวกาศบังคับให้ระบบต้องมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ทนทาน ใช้การบำรุงรักษาต่ำ ทำงานอัตโนมัติ และมีความปลอดภัยสูง คุณลักษณะเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนา SMR, เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก, ระบบแหล่งพลังงานสำหรับพื้นที่ห่างไกล ไมโครกริด และระบบพลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต ปัจจุบัน องค์การ NASA และ DOE กำลังพัฒนาเทคโนโลยีผลิตพลังงานจากปฏิกิริยาฟิชชันเพื่อใช้งานภาคพื้นดินหรือพื้นผิวดาวเคราะห์ (Fission Surface Power) เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานบนดวงจันทร์และดาวอังคาร โดยมีเป้าหมายระบบระดับประมาณ 40 กิโลวัตต์ที่ทำงานได้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี (NASA, 2026b)
นอกจากนี้ เทคโนโลยีแรงขับนิวเคลียร์ยังเป็นอีกแกนหนึ่งของการพัฒนานิวเคลียร์อวกาศ โดยแรงขับนิวเคลียร์ความร้อน (Nuclear Thermal Propulsion: NTP) ใช้ความร้อนจากฟิชชันเพื่อเร่งสารขับดัน ทำให้ได้แรงขับสูงและใช้สารขับดันมีประสิทธิภาพมากกว่าจรวดเคมี ส่วนแรงขับไฟฟ้านิวเคลียร์ (Nuclear Electric Propulsion: NEP) ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันผลิตไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนไอออนของสารขับดัน เหมาะกับภารกิจระยะไกลที่ต้องการประสิทธิภาพสูงและทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน (NASA, 2026c) เทคโนโลยีเหล่านี้ผลักดันการวิจัยด้านเชื้อเพลิงขั้นสูง วัสดุทนอุณหภูมิสูง ระบบระบายความร้อน การแปลงพลังงาน และระบบควบคุมอัตโนมัติ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของเครื่องปฏิกรณ์ภาคพื้นดินรุ่นใหม่
ประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีอวกาศยังแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีจำนวนมากที่เริ่มต้นจากข้อจำกัดของภารกิจอวกาศสามารถถ่ายทอดกลับมาใช้บนโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น เซนเซอร์ภาพ CMOS ที่พัฒนาโดยทีม Jet Propulsion Laboratory ในช่วงทศวรรษ 1990 และกลายเป็นหัวใจของกล้องโทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิทัล และระบบภาพทางการแพทย์ เมมโมรีโฟมที่พัฒนาจากงานวิจัยเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสบายของนักบินทดสอบ ระบบกรองน้ำแบบ silver ionization ที่พัฒนาสำหรับยาน Apollo ฉนวนสะท้อนความร้อนหรือ radiant barrier ที่ใช้ควบคุมความร้อนของยานอวกาศและต่อยอดสู่ฉนวนอาคาร รวมถึงเครื่องมือไร้สายที่พัฒนาจากเครื่องมือเก็บตัวอย่างบนดวงจันทร์และต่อยอดสู่เครื่องมือแพทย์และเครื่องมือช่างไร้สาย (NASA Spinoff, n.d.)
ดังนั้น พลังงานนิวเคลียร์อวกาศควรถูกมองว่าเป็น “ห้องทดลองขั้นสูง” ของเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดกะทัดรัดมากกว่าจะเป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับการสำรวจนอกโลก เงื่อนไขของอวกาศบังคับให้ระบบพลังงานต้องเล็กลง ฉลาดขึ้น ทนทานขึ้น และปลอดภัยขึ้น หลักคิดเดียวกันนี้กำลังย้อนกลับมามีอิทธิพลต่อการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนโลก โดยเฉพาะ SMR และ เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ พื้นที่ห่างไกล ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนากำลังคนด้านนิวเคลียร์ยุคใหม่
ตารางที่ 1 เหตุการณ์สำคัญของเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศ
| ปี | เหตุการณ์ | ความสำคัญ |
| 1961 | ดาวเทียม Transit 4A ใช้ RTG เป็นแหล่งพลังงาน | เป็นยานอวกาศสหรัฐฯ ลำแรกที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดย RTG ให้กำลังไฟฟ้าประมาณ 2.7 วัตต์ (DOE, 2014) |
| 1965 | SNAP-10A ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจร | เป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันเครื่องแรกของโลกที่ทำงานในอวกาศ ผลิตไฟฟ้ามากกว่า 600 วัตต์ และทำงาน 43 วัน |
| 1967-1988 | สหภาพโซเวียตใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันกับดาวเทียม RORSAT | แสดงการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันพลังงานต่ำในดาวเทียมสำรวจมหาสมุทรหลายสิบเครื่อง |
| 1969 | Apollo 12 ใช้ RTG จ่ายไฟให้ชุดทดลอง ALSEP บนดวงจันทร์ | แสดงการใช้ระบบพลังงานนิวเคลียร์ขนาดกะทัดรัดบนพื้นผิวดวงจันทร์ |
| 1976 | Viking 1 และ Viking 2 ใช้ SNAP-19 RTG บนดาวอังคาร | สนับสนุนการส่งภาพและข้อมูลจากพื้นผิวดาวอังคารกลับมายังโลก |
| 1977 | Voyager 1 และ Voyager 2 ใช้ RTG เดินทางสู่อวกาศชั้นนอก | เป็นตัวอย่างของระบบพลังงานนิวเคลียร์ที่ทำงานได้ยาวนานหลายทศวรรษ |
| 1987 | Cosmos 1818 และ Cosmos 1867 ใช้ TOPAZ-1 | เป็นตัวอย่างเครื่องปฏิกรณ์อวกาศที่ใช้การแปลงพลังงานแบบ thermionic |
| 2012 | Curiosity ลงจอดบนดาวอังคารโดยใช้ MMRTG | แสดงความต่อเนื่องของ RTG ในรถสำรวจโรเวอร์สมัยใหม่ |
| 2021 | Perseverance ลงจอดบนดาวอังคารโดยใช้ MMRTG | เป็นตัวอย่างล่าสุดของระบบพลังงานนิวเคลียร์สำหรับภารกิจสำรวจพื้นผิวดาวเคราะห์ |
ตารางที่ 2 ตัวอย่างเทคโนโลยีอวกาศที่ถ่ายทอดสู่การใช้บนโลก
| เทคโนโลยี | จุดเริ่มต้นจากอวกาศ | การใช้บนโลก |
| เซนเซอร์ภาพ CMOS | พัฒนาโดยทีม JPL ในช่วงทศวรรษ 1990 เพื่อทำให้กล้องอวกาศมีขนาดเล็ก เบา และใช้พลังงานต่ำ | กล้องโทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิทัล อุปกรณ์แพทย์ และระบบภาพอุตสาหกรรม |
| เมมโมรีโฟม | พัฒนาโดยนักวิจัยที่ได้รับทุนจาก NASA เพื่อรองรับแรงและเพิ่มความปลอดภัยให้นักบินทดสอบ | ที่นอน หมอน เบาะนั่ง รองเท้า และอุปกรณ์กีฬา |
| ระบบกรองน้ำแบบ silver ionization | พัฒนาสำหรับยาน Apollo | ระบบน้ำอุตสาหกรรม สระว่ายน้ำ และระบบทำความเย็น |
| ฉนวนสะท้อนความร้อน / radiant barrier | ใช้กับดาวเทียมและโครงการ Apollo เพื่อควบคุมความร้อนและรังสี | ฉนวนอาคาร บ้าน ผ้าห่มฉุกเฉิน และวัสดุป้องกันความร้อน |
| เครื่องมือไร้สาย | ต่อยอดจากเครื่องมือเก็บตัวอย่างดวงจันทร์ในโครงการ Apollo | เครื่องมือไร้สาย เครื่องมือแพทย์ และเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย |
2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์อวกาศและเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กบนโลกสามารถจัดได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ระบบพลังงานนิวเคลียร์สำหรับอวกาศ ระบบฟิชชันขนาดเล็กและ เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก ระบบอัตโนมัติและแฝดดิจิทัล (digital twin หรือแบบจำลองเสมือนของระบบจริงในรูปแบบดิจิทัล) และเชื้อเพลิงกับวัสดุขั้นสูง แม้งานวิจัยแต่ละกลุ่มจะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนโจทย์ร่วมทางวิศวกรรม ได้แก่ การเพิ่มความหนาแน่นพลังงาน การลดขนาดระบบ การเพิ่มความน่าเชื่อถือ การลดภาระการปฏิบัติการ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงยาก
- กลุ่มที่ 1 คือ งานวิจัยพัฒนาด้านระบบพลังงานนิวเคลียร์สำหรับอวกาศ ซึ่งมักแยกระหว่างระบบไอโซโทปรังสี เช่น radioisotope power systems (RPS) หรือ radioisotope thermoelectric generators (RTG) กับระบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันอย่างชัดเจน RPS/RTG ใช้ความร้อนจากการสลายตัวของ Pu-238 เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อน จึงเหมาะกับภารกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือระยะยาวและไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มที่ (NASA RPS) อย่างไรก็ตาม RPS ไม่ใช่เครื่องปฏิกรณ์ เพราะไม่มีปฏิกิริยาลูกโซ่ฟิชชัน ขณะที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันอวกาศมีลักษณะเป็นระบบผลิตพลังงานที่สามารถควบคุมกำลังได้มากกว่า และมีศักยภาพสำหรับภารกิจที่ต้องใช้พลังงานสูง เช่น ฐานบนดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือระบบขับดันนิวเคลียร์ (World Nuclear Association)
- กลุ่มที่ 2 คือ งานวิจัยและพัฒนาด้านระบบผลิตพลังงานจากปฏิกิริยาฟิชชันสำหรับใช้งานบนพื้นผิวดาวเคราะห์ (fission surface power) และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก (microreactor) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างอวกาศกับการใช้งานบนโลก งานของ Gibson และคณะเกี่ยวกับ KRUSTY แสดงให้เห็นว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันขนาดเล็กสามารถออกแบบให้มีเสถียรภาพเชิงความร้อน ตอบสนองต่อโหลด และใช้กลไกควบคุมเชิงพาสซีฟได้ในระดับระบบ (Gibson et al., 2018) ประเด็นนี้สัมพันธ์กับแนวคิด เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก บนโลก ซึ่งไม่ได้มุ่งแทนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่โดยตรง แต่เน้นการใช้งานเฉพาะพื้นที่ เช่น พื้นที่ห่างไกล ระบบไฟฟ้าแยกเดี่ยว อุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานต่อเนื่อง หรือโครงข่ายที่ต้องการแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่ยืดหยุ่น (Tan et al., 2023)
- กลุ่มที่ 3 คือ งานวิจัยพัฒนาด้าน small modular reactors (SMRs) และการเปลี่ยนกรอบการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์จาก “ขนาดใหญ่เพื่อเศรษฐศาสตร์ของกำลังผลิต” ไปสู่ “ระบบโมดูลที่ยืดหยุ่นและลดความซับซ้อน” Lee อธิบายว่า SMR ไม่ได้เป็นชนิดเครื่องปฏิกรณ์เฉพาะแบบเดียว แต่เป็นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์พลังงานนิวเคลียร์ที่สามารถใช้ได้กับทั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำมวลเบาและที่ไม่ใช้น้ำมวลเบาเป็นสารหล่อเย็น (light-water reactor & non-light-water reactor) Lee, 2024. เมื่อเปรียบเทียบกับโจทย์อวกาศ ความคล้ายกันไม่ได้อยู่ที่การถ่ายเทคโนโลยีโดยตรง แต่อยู่ที่หลักการออกแบบร่วม ได้แก่ การลดจำนวนระบบสนับสนุน การเพิ่ม ระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ การออกแบบเพื่อการผลิตซ้ำ และการลดความต้องการกำลังคนในการเดินเครื่อง
- กลุ่มที่ 4 คือ งานวิจัยและพัฒนาด้านระบบอัตโนมัติ การควบคุมและปฏิบัติการจากระยะไกล และแฝดดิจิทัล ( autonomy, remote operation และ digital twin) ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นทั้งในอวกาศและบนโลก สำหรับในอวกาศ ระบบพลังงานต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านการสื่อสารและการซ่อมบำรุง ส่วนบนโลก เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน Bryan และคณะมีข้อเสนอว่า การใช้แบบจำลองแฝดดิจิทัลร่วมกับการควบคุมรวมศูนย์จากภายนอกพื้นที่ติดตั้ง (centralized offsite control) อาจช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมากสำหรับพื้นที่ห่างไกล (remote microreactor ) ได้เพราะลดภาระบุคลากรประจำพื้นที่และเพิ่มความสามารถในการเฝ้าระวังจากระยะไกล (Bryan et al., 2023) ขณะเดียวกัน งานของ Kobayashi และ Alam แสดงให้เห็นว่า ด้วยวิธีการการเรียนรู้ของเครื่องและตัวดำเนินการโครงข่ายประสาทเชิงลึก (machine learning และ deep neural operator) สามารถช่วยให้แบบจำลองแฝดดิจิทัลของระบบนิวเคลียร์ประมวลผลและอนุมานผลหรือคาดประมาณสถานะของระบบได้แบบเรียลไทม์หรือแบบทันที ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของการควบคุมและติดตามสภาวะเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่ (Kobayashi & Alam, 2024)
อีกประเด็นที่เชื่อมโยงงานวิจัยหลายกลุ่มคือเชื้อเพลิงและวัสดุขั้นสูง เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กและระบบนิวเคลียร์อวกาศต่างต้องการเชื้อเพลิงที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง ทนรังสี ทนอุณหภูมิ และคงรูปได้ดีในสภาวะรุนแรง งานด้าน HALEU ชี้ว่าหลายแนวคิดของเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงที่มี enrichment สูงกว่าเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ทั่วไป แต่ยังต่ำกว่าระดับอาวุธ ทำให้ฐานข้อมูล validation และห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงเป็นข้อจำกัดสำคัญ (DeHart et al., 2023) งานของ Terrani และคณะ เกี่ยวกับเม็ดอนุภาคเชื้อเพลิงทริโซชนิดยูเรเนียมไนไตรด์ (uranium nitride TRISO fuel particle) สะท้อนความพยายามเพิ่มความหนาแน่นของยูเรเนียม (uranium density) ในเชื้อเพลิง และความเหมาะสมของเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงบางประเภท (Terrani et al., 2020)
เมื่อพิจารณาร่วมกัน งานวิจัยเหล่านี้ไม่ได้สนับสนุนข้อสรุปว่าเทคโนโลยีอวกาศเป็นต้นกำเนิดของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กบนโลกโดยตรง แต่สนับสนุนข้อสรุปที่รอบคอบกว่า คือ ระบบนิวเคลียร์อวกาศและเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่บนโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่แนวทางร่วมทางวิศวกรรมเดียวกัน ได้แก่ ระบบที่กะทัดรัด เชื่อถือได้สูง ควบคุมอัตโนมัติ ใช้วัสดุและเชื้อเพลิงสมรรถนะสูง และเหมาะกับการทำงานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดสูง ดังนั้น พลังงานนิวเคลียร์นอกโลกจึงควรถูกมองเป็นกรณีศึกษาทางวิศวกรรมที่ให้บทเรียนต่อการพัฒนา SMR, เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก และระบบพลังงานนิวเคลียร์คาร์บอนต่ำบนโลก มากกว่าถูกนำเสนอเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีเหล่านั้น
ตารางที่ 3 สรุปงานวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
| ที่ | กลุ่มงานวิจัย/พัฒนา | คำถามวิจัยหลัก | สาระสำคัญ | ความเชื่อมโยงกับเครื่องปฏิกรณ์บนโลก |
| 1 | RPS/RTG | ระบบนิวเคลียร์แบบไม่ใช้ฟิชชันให้พลังงานระยะยาวได้อย่างไร | ใช้ Pu-238 ผลิตความร้อนและไฟฟ้า มีความน่าเชื่อถือสูง แต่ไม่ใช่เครื่องปฏิกรณ์ | ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการออกแบบระบบให้มีขนาดกะทัดรัด มีความเชื่อถือได้สูง และสามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว(compactness, reliability & long-life operation) |
| 2 | Space fission / Fission Surface Power | เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กจะทำงานในสภาพแวดล้อมสุดขั้วได้อย่างไร | เน้นระบบฟิชชันขนาดเล็ก น้ำหนักต่ำ ควบคุมเสถียร และใช้กำลังคนต่ำ | เชื่อมกับเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมากสำหรับพื้นที่ห่างไกล |
| 3 | SMR / Microreactor | การลดขนาดเครื่องปฏิกรณ์เปลี่ยนกรอบการออกแบบอย่างไร | เน้นการออกแบบเป็นโมดูล(modularity) ระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟทำงานได้เองอัตโนมัติ (passive safety) และความยืดหยุ่นในการติดตั้งและนำไปใช้งาน (flexible deployment) | ซึ่งถือเป็นปลายทางสำคัญของแนวทางการพัฒนาร่วมกัน เนื่องจากทั้งสองด้านต่างมีจุดมุ่งหมายไปสู่ระบบที่มีขนาดกะทัดรัด มีความเชื่อถือได้สูง เดินเครื่องได้ยาวนาน ใช้บุคลากรน้อย และต้องการการบำรุงรักษาต่ำ |
| 4 | Autonomy / Digital twin | จะควบคุมและติดตามระบบนิวเคลียร์จากระยะไกลอย่างไร | การใช้ปัญญาประดิษฐ์ แบบจำลองแฝดดิจิทัล การติดตามตรวจวัดจากระยะไกล และการควบคุมแบบรวมศูนย์ (centralized control) เพื่อสนับสนุนการเดินเครื่องและการกำกับดูแลระบบจากระยะไกล | รองรับการเดินเครื่องของปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก และปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล โดยใช้บุคลากรประจำหน้างานจำนวนน้อยลง เนื่องจากระบบสามารถติดตามสถานะ วิเคราะห์ข้อมูล แจ้งเตือนความผิดปกติ และสนับสนุนการควบคุมจากระยะไกลได้มากขึ้น |
| 5 | Advanced fuels/materials | เชื้อเพลิงและวัสดุใดรองรับระบบขนาดเล็กและสภาวะรุนแรง | HALEU, TRISO, uranium nitride และวัสดุทนรังสีสูง | เพิ่มความหนาแน่นกำลัง(power density) ส่วนเผื่อด้านความปลอดภัย หรือระดับความปลอดภัยสำรอง(safety margin) และอายุการใช้งาน |
| 6 | Nuclear propulsion | ระบบนิวเคลียร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถภารกิจอวกาศได้อย่างไร | NTP/NEP ต้องการเชื้อเพลิง วัสดุ และการจัดการความร้อนขั้นสูง | ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีปฏิกรณ์นิวเคลียร์อุณหภูมิสูง (high-temperature reactor technology) และระบบแปลงพลังงานจากความร้อนเป็นไฟฟ้า (power conversion) |
4. บทเรียนร่วมจากนิวเคลียร์อวกาศสู่การพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์บนโลก
จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์อวกาศและเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กบนโลกไม่ได้มีความสัมพันธ์ในลักษณะเส้นตรงว่าเทคโนโลยีหนึ่งเป็น “ต้นกำเนิด” ของอีกเทคโนโลยีหนึ่ง หากแต่มีลักษณะเป็นการบรรจบกันของโจทย์ทางวิศวกรรม กล่าวคือ ทั้งสองระบบต่างต้องตอบคำถามเดียวกันหลายประการ ได้แก่ จะออกแบบระบบนิวเคลียร์ให้มีขนาดเล็กลงได้อย่างไร จะรักษาความปลอดภัยและความเชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงยากได้อย่างไร จะลดการพึ่งพามนุษย์ในการเดินเครื่องได้เพียงใด และจะใช้เชื้อเพลิง วัสดุ และระบบควบคุมใดเพื่อให้เครื่องปฏิกรณ์ทำงานได้ยาวนานภายใต้ข้อจำกัดสูง
ในบริบทของอวกาศ ข้อจำกัดเหล่านี้ปรากฏอย่างเข้มข้นกว่าบนโลกมาก ระบบพลังงานต้องมีน้ำหนักต่ำ ปริมาตรจำกัด ทนรังสี ทนอุณหภูมิสุดขั้ว ทำงานได้ยาวนาน และต้องมีความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากไม่สามารถซ่อมบำรุงได้ง่าย ระบบอย่าง Radioisotope Power Systems (RPS) จึงแสดงให้เห็นคุณค่าของพลังงานนิวเคลียร์ขนาดกะทัดรัดที่ทำงานได้ต่อเนื่องในภารกิจระยะไกล แม้ว่า RPS จะไม่ใช่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชัน แต่ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการออกแบบระบบให้มีความเชื่อถือได้สูง (reliability) สามารถเดินเครื่องทนทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน (long-duration operation) และต้องการการบำรุงรักษาน้อย (low-maintenance) (NASA RPS) ขณะเดียวกัน งานด้าน Kilopower/KRUSTY และ เทคโนโลยีผลิตพลังงานจากปฏิกิริยาฟิชชันเพื่อใช้งานภาคพื้นดิน ชี้ให้เห็นว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันขนาดเล็กสามารถออกแบบให้มีเสถียรภาพเชิงความร้อน ตอบสนองต่อโหลด และอาศัยหลักการควบคุมเชิงพาสซีฟได้ในระดับระบบ (Gibson et al., 2018; NASA Fission Surface Power)
เมื่อนำบทเรียนดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับแนวโน้มของ SMR และเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมาก (microreactor) บนโลก จะเห็นความสอดคล้องในหลายมิติ ผลงานวิจัยและพัฒนาด้าน SMR แสดงให้เห็นว่าเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่ไม่ได้เน้นเพียงการลดขนาด แต่รวมถึงการออกแบบเป็นโมดูล(modularity) ระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟทำงานได้เองอัตโนมัติ (passive safety) และความยืดหยุ่นในการติดตั้งและนำไปใช้งาน (flexible deployment) และการลดความซับซ้อนของระบบสนับสนุน (Lee, 2024). ในทำนองเดียวกัน เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมากถูกพัฒนาเพื่อรองรับพื้นที่ห่างไกล ระบบไฟฟ้าแยกเดี่ยว ฐานปฏิบัติการเฉพาะทาง และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับโจทย์อวกาศในแง่ของการทำงานภายใต้ข้อจำกัดสูง (Tan et al., 2023).
ตารางที่ 4 สรุปมิติการบรรจบกันของบทเรียนจากนิวเคลียร์อวกาศและผลต่อการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ภาคพื้นดิน
| มิติการบรรจบกัน / ประเด็นร่วม | บทเรียนจากนิวเคลียร์อวกาศ | ผลต่อปฏิกรณ์นิวเคลียร์ภาคพื้นดิน |
| ระบบกะทัดรัด | ระบบต้องมีน้ำหนักเบา ใช้ปริมาตรจำกัด ออกแบบเป็นโมดูล และทำงานได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน | สนับสนุนแนวคิดปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล (SMR) ปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก (microreactor) และปฏิกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล |
| ระบบอัตโนมัติ | ระบบต้องเดินเครื่องได้โดยมีการแทรกแซงจากมนุษย์อย่างจำกัด และสามารถตอบสนองต่อความผิดปกติได้ด้วยตนเอง | นำไปสู่การเดินเครื่องแบบอัตโนมัติ การติดตามตรวจวัดจากระยะไกล และแบบจำลองแฝดดิจิทัล (digital twin) |
| เชื้อเพลิงและวัสดุ | เชื้อเพลิงและวัสดุต้องทนต่ออุณหภูมิสูง รังสีสูง และมีความหนาแน่นกำลังสูง | เชื่อมโยงกับเชื้อเพลิงยูเรเนียมสมรรถนะสูงเสริมสมรรถนะต่ำ (HALEU) เชื้อเพลิงทริโซ (TRISO) เซอร์โคเนียมคาร์ไบด์ (ZrC) ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) และเซรามิกขั้นสูง |
| การจัดการความร้อน | การระบายความร้อนในสุญญากาศและสภาวะแวดล้อมสุดขั้วเป็นข้อจำกัดสำคัญ | ส่งเสริมการพัฒนาด้านความปลอดภัยเชิงรับ ท่อความร้อน และการจัดการความร้อน |
| การกำกับดูแลและความปลอดภัย | ต้องควบคุมความเสี่ยงตลอดวัฏจักร ตั้งแต่การปล่อยขึ้นสู่อวกาศ การเดินเครื่อง จนถึงการสิ้นสุดอายุการใช้งานและการกำจัด | เชื่อมโยงกับการออกใบอนุญาต การพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการจัดการกากกัมมันตรังสี |
| กำลังคนและระบบนิเวศความรู้ | ต้องบูรณาการความรู้ด้านนิวเคลียร์ อวกาศ วัสดุ ระบบควบคุม และความปลอดภัย | ผลักดันการสร้างกำลังคนข้ามศาสตร์สำหรับปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคใหม่ |
ประเด็นที่น่าสนใจจากการสังเคราะห์คือ “ความกะทัดรัด” ไม่ได้หมายถึงการลดขนาดทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการลดจำนวนระบบสนับสนุน การออกแบบให้เดินเครื่องง่ายขึ้น การเพิ่ม ระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ และการลดความต้องการบุคลากรประจำระบบ ในแง่นี้ เทคโนโลยีนิวเคลียร์อวกาศให้กรณีศึกษาที่เข้มข้นมาก เพราะข้อจำกัดด้านมวลและการซ่อมบำรุงบังคับให้ระบบต้องถูกออกแบบอย่างรัดกุมตั้งแต่ต้น หลักคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมากบนโลก ซึ่งต้องการระบบที่ติดตั้งได้ในพื้นที่จำกัด เดินเครื่องได้ต่อเนื่อง และไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เท่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม
อีกบทเรียนสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “ระบบอัตโนมัติแบบช่วยควบคุม” ไปสู่ “ระบบอัจฉริยะที่สนับสนุนการตัดสินใจ” งานด้านแบบจำลองแฝดดิจิทัลและการควบคุมรวมศูนย์จากภายนอกพื้นที่ติดตั้ง ที่ช่วยชี้ว่า เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมากในพื้นที่ห่างไกลอาจต้องอาศัยการติดตามสภาวะจากระยะไกล การคาดการณ์ความผิดปกติ และแบบจำลองเสมือนที่สะท้อนพฤติกรรมของระบบจริงอย่างต่อเนื่อง (Bryan et al., 2023). ขณะเดียวกัน งานด้านการพัฒนาตัวดำเนินการโครงข่ายประสาทเชิงลึกสำหรับแบบจำลองแฝดดิจิทัลนิวเคลียร์ที่แสดงให้เห็นศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ในการอนุมานพฤติกรรมระบบนิวเคลียร์แบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจเป็นฐานสำคัญของการเดินเครื่องเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่ (Kobayashi & Alam, 2024).
สำหรับการพัฒนาด้านเชื้อเพลิงและวัสดุ งานวิจัยได้สะท้อนว่าทั้งนิวเคลียร์อวกาศและเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงบนโลกต่างต้องการวัสดุที่ทนรังสี ทนอุณหภูมิสูง และรักษาเสถียรภาพเชิงโครงสร้างได้ในระยะยาว เชื้อเพลิงอย่าง HALEU และ TRISO รวมถึงวัสดุเซรามิก เช่น SiC และ ZrC จึงเป็นประเด็นร่วมที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดี การใช้เชื้อเพลิงสมรรถนะสูงไม่ได้มีเพียงมิติทางเทคนิค แต่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบความปลอดภัย การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และฐานข้อมูลสำหรับการยืนยันความถูกต้องของแบบจำลองปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (validation) (DeHart et al., 2023)
ดังนั้น ข้อค้นพบสำคัญจากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเหล่านี้คือ นิวเคลียร์อวกาศควรถูกมองเป็นกรณีศึกษาของการออกแบบระบบนิวเคลียร์ภายใต้ข้อจำกัดสูง และเทคโนโลยีอวกาศทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหากระบบนิวเคลียร์ต้องทำงานในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก มีทรัพยากรจำกัด และต้องการความน่าเชื่อถือสูง ระบบนั้นจำเป็นต้องพัฒนาไปในทิศทางที่กะทัดรัด อัตโนมัติ ปลอดภัยเชิงพาสซีฟ ใช้วัสดุขั้นสูง และมีการกำกับดูแลความเสี่ยงตลอดวงจรชีวิต
ข้อสังเคราะห์นี้นำไปสู่ช่องว่างวิจัยในหัวข้อถัดไปได้อย่างน้อย 5 ประเด็น ได้แก่
- ยังขาดกรอบเปรียบเทียบเชิงระบบระหว่างข้อกำหนดของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อวกาศกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมากภาคพื้นดิน
- ยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลสำหรับการยืนยันความถูกต้องของเชื้อเพลิงและวัสดุขั้นสูงภายใต้สภาวะแวดล้อมสุดขั้ว
- ยังต้องพัฒนากรอบความปลอดภัยสำหรับการเดินเครื่องแบบอัตโนมัติ และการควบคุมปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีปัญญาประดิษฐ์ช่วยสนับสนุน
- ยังขาดแบบจำลองแฝดดิจิทัลที่เชื่อมโยงฟิสิกส์นิวตรอน การถ่ายเทความร้อนและการไหลของของไหล การเสื่อมสภาพของวัสดุ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เข้าด้วยกัน
- สำหรับประเทศไทย ยังมีช่องว่างด้านการพัฒนากำลังคน เครื่องมือจำลอง ระบบตรวจวัดรังสี วัสดุทนรังสี และกรอบกำกับดูแลที่รองรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลและเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมากในอนาคต
กล่าวโดยสรุป กรอบสังเคราะห์นี้ชี้ว่า “นิวเคลียร์อวกาศ” ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับการสำรวจนอกโลก แต่เป็นหน้าต่างที่ช่วยให้เห็นทิศทางของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคใหม่บนโลก โดยเฉพาะในมิติของระบบกะทัดรัด ความอัตโนมัติ วัสดุขั้นสูง การจัดการความร้อน และการกำกับดูแลความเสี่ยงในระบบที่มีข้อจำกัดสูง.
5. ช่องว่างงานวิจัย
จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า แม้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อวกาศและเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กบนโลกจะมีแนวทางร่วมหลายด้าน แต่ยังมีช่องว่างสำคัญที่ควรศึกษาเพิ่มเติมอย่างน้อย 4 ประเด็น
- ประเด็นแรก คือ ข้อมูลสมรรถนะและความเชื่อถือได้ของระบบนิวเคลียร์อวกาศในสภาวะใช้งานจริงยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลระยะยาวของระบบฟิชชันอวกาศรุ่นใหม่ เนื่องจากหลายโครงการยังอยู่ในขั้นออกแบบ ทดสอบภาคพื้นดิน หรือสาธิตเทคโนโลยี เช่น Kilopower/KRUSTY และ เทคโนโลยีผลิตพลังงานจากปฏิกิริยาฟิชชันเพื่อใช้งานภาคพื้นดิน (Gibson et al., 2018; NASA Fission Surface Power). ข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านความเชื่อถือได้ การเสื่อมสภาพของระบบ(degradation) การตอบสนองต่อความขัดข้อง (fault response) และการคาดการณ์อายุการใช้งาน (lifetime prediction) ยังมีอยู่อย่างจำกัด จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการประเมินว่าบทเรียนจากนิวเคลียร์อวกาศสามารถถ่ายทอดมาสู่ปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมากบนโลกได้มากน้อยเพียงใด
- ประเด็นที่สอง คือ เชื้อเพลิงและวัสดุขั้นสูงยังมีข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและการตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลอง เครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงจำนวนมากพึ่งพา HALEU, TRISO fuel, SiC, ZrC และวัสดุเซรามิกทนอุณหภูมิสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่ ความเป็นไปได้ของการผลิตเชิงพาณิชย์ ความพร้อมของข้อมูลสำหรับการยืนยันความถูกต้องของแบบจำลองหรือระบบด้วยข้อมูลจริง การจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว และผลกระทบต่อมาตรการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (DeHart et al., 2023; Terrani et al., 2020). ช่องว่างนี้มีความสำคัญมาก เพราะวัสดุและเชื้อเพลิงเป็นฐานร่วมของทั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อวกาศ, เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก
- ประเด็นที่สาม คือ แบบจำลองแฝดดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการเดินเครื่องแบบอัตโนมัติ ยังต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือก่อนนำไปใช้กับระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยจริง แม้งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีศักยภาพในการติดตามสภาวะของระบบ การคาดการณ์ความผิดปกติ และการสนับสนุนการควบคุมจากระยะไกล แต่ยังจำเป็นต้องพัฒนากรอบการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีการ การยืนยันความถูกต้องด้วยข้อมูลจริง (verification and validation) การอธิบายเหตุผลของผลลัพธ์ (explainability) การกำกับดูแลโดยมนุษย์ (human oversight) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (cybersecurity) และการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแล (regulatory acceptance) ก่อนนำไปใช้ในระบบความปลอดภัยของปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ (Bryan et al., 2023; Kobayashi & Alam, 2024). ประเด็นนี้เป็นหัวใจของเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่ที่ต้องการลดภาระบุคลากร แต่ยังคงระดับความปลอดภัยสูง
- ประเด็นที่สี่ คือ ประเทศที่ยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ยังขาดกรอบการเรียนรู้เชิงยุทธศาสตร์จากนิวเคลียร์อวกาศ สำหรับประเทศอย่างไทย นิวเคลียร์อวกาศอาจยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้โดยตรงในระยะสั้น แต่สามารถใช้เป็น “ตัวเร่งองค์ความรู้” เพื่อพัฒนากำลังคน เครื่องมือจำลอง ระบบตรวจวัดรังสี วัสดุทนรังสี แบบจำลองแฝดดิจิทัล และความเข้าใจด้านความปลอดภัยของ SMR/microreactor ได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างสำคัญจึงไม่ใช่เพียงด้านเทคโนโลยี แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการวิจัยและการกำกับดูแลที่รองรับเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงในอนาคต
6. สรุป
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า พลังงานนิวเคลียร์อวกาศไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือห้วงอวกาศลึกเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการออกแบบระบบนิวเคลียร์ภายใต้ข้อจำกัดสูง ทั้งด้านน้ำหนัก ปริมาตร ความเชื่อถือได้ การเดินเครื่องระยะยาว การบำรุงรักษาต่ำ และความปลอดภัย เทคโนโลยีดังกล่าวจึงสะท้อนทิศทางร่วมกับการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคใหม่ ได้แก่ ระบบที่มีขนาดกะทัดรัดมากขึ้น มีความเป็นอัตโนมัติสูงขึ้น ทนต่อสภาวะแวดล้อมรุนแรงมากขึ้น และต้องอาศัยเชื้อเพลิง วัสดุ ระบบควบคุม และกรอบกำกับดูแลที่ซับซ้อนกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของนิวเคลียร์อวกาศไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการนำเทคโนโลยีจากอวกาศมาใช้กับภาคพื้นดินโดยตรง หากควรมองว่าเป็นแหล่งบทเรียนและกรอบคิดทางวิศวกรรมที่ช่วยให้เห็นทิศทางของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก เครื่องปฏิกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล และระบบพลังงานนิวเคลียร์คาร์บอนต่ำในอนาคต การบรรจบกันขององค์ความรู้ด้านฟิสิกส์ปฏิกรณ์ วัสดุศาสตร์ เชื้อเพลิงขั้นสูง แบบจำลองแฝดดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และการพัฒนากำลังคนข้ามศาสตร์ จึงเป็นประเด็นที่ควรได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีคุณค่าในฐานะกรอบนำทางสำหรับการพัฒนากำลังคนและงานวิจัยนิวเคลียร์ขั้นสูง โดยสามารถเริ่มจากสาขาที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องปฏิกรณ์เชิงพาณิชย์ทันที เช่น วัสดุทนรังสี ระบบตรวจวัดรังสี การจำลองเชิงฟิสิกส์ แบบจำลองแฝดดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และกรอบกำกับดูแลสำหรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กในอนาคต กล่าวโดยสรุป นิวเคลียร์อวกาศไม่ได้บ่งชี้ว่าอนาคตของเครื่องปฏิกรณ์ภาคพื้นดินต้องมาจากเทคโนโลยีอวกาศ แต่แสดงให้เห็นว่าโจทย์อันเข้มงวดของการใช้งานในอวกาศสามารถให้บทเรียนสำคัญต่อการออกแบบระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่กะทัดรัด เชื่อถือได้ ปลอดภัย และยั่งยืนมากขึ้นบนโลก

รายการเอกสารอ้างอิงหลัก
- Andersson, D. A., Stanek, C. R., Matthews, C., et al. (2023). The past, present, and future of nuclear fuel. MRS Bulletin. https://doi.org/10.1557/s43577-023-00631-3
- Cheng, S., Gu, C., Zhang, B., Wang, S., & Yan, C. (2024). A multi-objective decision-making method for small modular reactor operation based on A3C algorithm. Progress in Nuclear Energy, 176, 105405. https://doi.org/10.1016/j.pnucene.2024.105405
- Gaffin, N., Ade, B., Crotzer, T., Hinklin, T., Jolly, B., Spencer, B., Trammell, M., & Terrani, K. (2025). Design and fabrication of TRISO based ZrC fuel for nuclear thermal propulsion. Journal of Nuclear Materials, 605, 155538. https://doi.org/10.1016/j.jnucmat.2024.155538
- Gorton, J. P., Petrie, C. M., & Nelson, A. T. (2023). A review of neutronics and thermal hydraulics-based screening methods applied to accelerated nuclear fuel qualification. Progress in Nuclear Energy, 162, 104737. https://doi.org/10.1016/j.pnucene.2023.104737
- Kropaczek, D. J., Badalassi, V., Jain, P. K., Ramuhalli, P., & Pointer, W. D. (2023). Digital twins for nuclear power plants and facilities. In The Digital Twin. Springer. https://doi.org/10.1007/978-3-031-21343-4_31
- Lee, J. I. (2024). Review of small modular reactors: Challenges in safety and economy to success. Korean Journal of Chemical Engineering, 41, 2761-2780. https://doi.org/10.1007/s11814-024-00207-0
- Liu, Y., Wang, B., Tan, S., Li, T., Lv, W., Niu, Z., Li, J., Gao, P., & Tian, R. (2024). Applications of deep reinforcement learning in nuclear energy: A review. Nuclear Engineering and Design, 429, 113655. https://doi.org/10.1016/j.nucengdes.2024.113655
- McClure, P. R., Poston, D. I., Gibson, M. A., Mason, L. S., & Robinson, R. C. (2020). Kilopower Project: The KRUSTY fission power experiment and potential missions. Nuclear Technology, 206(sup1), S1-S12. https://doi.org/10.1080/00295450.2020.1722554
- Naseem, M. B., Lee, J., & In, S.-I. (2024). Radioisotope thermoelectric generators: A review of current challenges and future applications. Chemical Communications, 60, 14155-14167. https://doi.org/10.1039/D4CC03980G
- Peakman, A., & Lindley, B. (2023). A review of nuclear electric fission space reactor technologies for achieving high-power output and operating with HALEU fuel. Progress in Nuclear Energy, 163, 104815. https://doi.org/10.1016/j.pnucene.2023.104815
ใส่ความเห็น