อุบัติเหตุทางรังสีโคบอลต์-60 ซอยวัดมหาวงษ์ จังหวัดสมุทรปราการ: กรณีศึกษาการได้รับรังสีจากภายนอก การตอบโต้เหตุฉุกเฉิน และบทเรียนด้านความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของวัสดุกัมมันตรังสี
The Cobalt-60 Radiological Accident at Soi Wat Mahawong, Samut Prakan: External Radiation Exposure, Emergency Response, and Lessons for Radioactive Material Safety and Security
รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี แสงแก้ว
ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทคัดย่อ
อุบัติเหตุทางรังสีโคบอลต์-60 ที่ซอยวัดมหาวงษ์ จังหวัดสมุทรปราการ ใน พ.ศ. 2543 เป็นอุบัติเหตุทางรังสีที่มีความรุนแรงที่สุดกรณีหนึ่งของประเทศไทย เหตุการณ์เกิดจากหัวเครื่องฉายรังสีรักษาระยะไกลที่เลิกใช้งานแล้ว ซึ่งยังคงมีวัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 อยู่ภายใน แต่ถูกจัดเก็บในสถานที่ที่ไม่มีการควบคุมการเข้าถึงอย่างเพียงพอและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง ส่วนของอุปกรณ์ที่บรรจุวัสดุกัมมันตรังสีถูกนำออกจากสถานที่จัดเก็บ เข้าสู่กระบวนการค้าเศษโลหะ และถูกถอดแยกเพิ่มเติมที่ร้านรับซื้อของเก่า เมื่อโครงสร้างกำบังรังสีถูกเปิดออก แคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสีขนาดเล็กจึงหลุดออกมาและตกค้างอยู่ท่ามกลางกองเศษโลหะโดยไม่มีเครื่องกำบังรังสี
บุคคลที่ทำงาน พักอาศัย หรืออยู่ใกล้บริเวณดังกล่าวได้รับรังสีแกมมาพลังงานสูงจากภายนอกโดยไม่รู้ตัว รายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศระบุว่า มีผู้ได้รับรังสีขนาดสูง 10 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 3 รายภายในเวลาน้อยกว่าสองเดือนหลังการได้รับรังสี ผู้ป่วยแสดงอาการของกลุ่มอาการป่วยเหตุรังสีเฉียบพลัน โดยเฉพาะความเสียหายของระบบสร้างเม็ดเลือด ร่วมกับการบาดเจ็บเฉพาะที่ของผิวหนังและเนื้อเยื่อจากการได้รับรังสีแบบไม่สม่ำเสมอ แคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสียังคงสมบูรณ์และไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีอย่างมีนัยสำคัญ อันตรายหลักจึงเป็นการได้รับรังสีจากภายนอก ไม่ใช่การรับวัสดุกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย
บทความนี้ทบทวนลำดับเหตุการณ์ คุณลักษณะของวัสดุกัมมันตรังสี กลไกและการประเมินการได้รับรังสีจากภายนอก ผลเสียทางชีวภาพ การตรวจพบเหตุจากอาการทางคลินิก การสำรวจและกู้คืนวัสดุกัมมันตรังสี การตอบสนองด้านสาธารณสุข ตลอดจนบทเรียนด้านการกำกับดูแล ความปลอดภัยทางรังสี และความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี เหตุการณ์ดังกล่าวยืนยันว่าวัสดุกัมมันตรังสีที่เลิกใช้งานต้องได้รับการจัดการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงต้องมีทะเบียนวัสดุกัมมันตรังสีที่ถูกต้อง การตรวจยืนยันตำแหน่ง การควบคุมการเข้าถึง แผนจัดการหลังเลิกใช้ และระบบตอบโต้เหตุฉุกเฉินที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
คำสำคัญ: โคบอลต์-60; อุบัติเหตุทางรังสี; การได้รับรังสีจากภายนอก; วัสดุกัมมันตรังสีทิ้งขว้าง; กลุ่มอาการป่วยเหตุรังสีเฉียบพลัน; การบาดเจ็บเฉพาะที่จากรังสี; ความปลอดภัยทางรังสี; ความมั่นคงปลอดภัยของวัสดุกัมมันตรังสี
1. บทนำ
วัสดุกัมมันตรังสีชนิดปิดผนึกที่มีกัมมันตภาพรังสีสูงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม การวิจัย และการเกษตรมาเป็นเวลานาน ในอดีต เครื่องฉายรังสีรักษาระยะไกลด้วยโคบอลต์-60 เป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากโคบอลต์-60 ปล่อยรังสีแกมมาพลังงานสูงซึ่งสามารถทะลุผ่านเนื้อเยื่อได้ดี อย่างไรก็ตามการเลิกใช้งานเครื่องมือไม่ได้หมายความว่าวัสดุกัมมันตรังสีภายในเครื่องจะหมดอันตราย วัสดุดังกล่าวอาจยังคงมีกัมมันตภาพรังสีสูงและสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ หากสูญเสียเครื่องกำบังรังสีหรือหลุดออกจากการควบคุม
ในการอธิบายปัญหาการจัดการวัสดุกัมมันตรังสี ควรแยกความหมายของคำสำคัญออกจากกัน ได้แก่ วัสดุกัมมันตรังสีที่เลิกใช้งาน (Disused Radioactive Source) ซึ่งหมายถึงวัสดุกัมมันตรังสีที่ไม่มีการใช้งานและไม่มีเจตนาจะนำกลับมาใช้ในงานเดิม และ วัสดุกัมมันตรังสีทิ้งขว้าง (Orphan Source) ซึ่งหมายถึงวัสดุกัมมันตรังสีที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ไม่เคยอยู่ภายใต้การควบคุม หรือเคยอยู่ภายใต้การควบคุมแต่ถูกละทิ้ง สูญหาย ถูกนำออกโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกถ่ายโอนโดยไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
กรณีสมุทรปราการเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 เมื่อส่วนของหัวเครื่องฉายรังสีรักษาที่เลิกใช้งานและมีวัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 อยู่ภายในถูกนำออกจากสถานที่จัดเก็บที่ไม่มีความมั่นคงเพียงพอ อุปกรณ์ถูกถอดแยกและนำไปยังร้านรับซื้อของเก่าในซอยวัดมหาวงษ์ เมื่อโครงสร้างกำบังรังสีถูกเปิดออก แคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสีจึงหลุดออกมาและตกค้างอยู่ในกองเศษโลหะ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บุคคลหลายรายได้รับรังสีแกมมาจากแหล่งภายนอกเป็นเวลานาน โดยปริมาณรังสีที่ได้รับแตกต่างกันตามระยะห่าง ระยะเวลา ท่าทาง ตำแหน่งของร่างกาย และการกำบังจากเศษโลหะรอบข้าง
เมื่อวัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 หลุดออกจากเครื่องกำบังและไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้รับผิดชอบหรือหน่วยงานกำกับดูแล วัสดุดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นวัสดุกัมมันตรังสีทิ้งขว้าง เหตุการณ์นี้จึงไม่ควรถูกพิจารณาเพียงว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในร้านรับซื้อของเก่า แต่เป็นผลลัพธ์ปลายทางของความล้มเหลวหลายชั้น ได้แก่ การถ่ายโอนอุปกรณ์ที่เลิกใช้งานโดยไม่มีการควบคุมอย่างต่อเนื่อง การจัดเก็บในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม การขาดการยืนยันตำแหน่งและสภาพของวัสดุกัมมันตรังสี การควบคุมการเข้าถึงที่ไม่เพียงพอ และการไม่มีเส้นทางจัดการวัสดุกัมมันตรังสีหลังเลิกใช้ที่ชัดเจน แต่ในปัจจุบันได้มีกฎหมายนิวเคลียร์หลายฉบับที่ได้ออกมาเป็นมาตรการในการกำกับดูแลการใช้งานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
2. คุณลักษณะของวัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60
โคบอลต์-60 เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสีที่มีครึ่งชีวิตทางกายภาพประมาณ 5.27 ปี โดยสลายตัวแบบบีตาลบไปเป็นนิกเกิล-60 ในสถานะกระตุ้น และปล่อยรังสีแกมมาพลังงานหลักประมาณ 1.17 และ 1.33 MeV รังสีแกมมาดังกล่าวมีอำนาจทะลุทะลวงสูง จึงต้องใช้วัสดุความหนาแน่นสูง เช่น ตะกั่ว เหล็ก หรือคอนกรีตที่มีความหนาเหมาะสมเป็นเครื่องกำบังรังสี
อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เป็นหัวเครื่องฉายรังสีรักษาระยะไกลชนิด Gammatron-3 วัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 ที่ติดตั้งทดแทนในอดีตเคยมีกัมมันตภาพรังสีเริ่มต้นประมาณ 196 TBq หรือ 5,300 Ci หรือ 5.3 kCi และเมื่อถึงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุใน พ.ศ. 2543 กัมมันตภาพรังสีลดลงเหลือประมาณ 15.7 TBq หรือ 425 Ci แม้กัมมันตภาพรังสีจะลดลงตามการสลายตัว แต่ค่าดังกล่าวยังคงสูงมากและสามารถก่อให้เกิดผลเสียชัดเจนรุนแรงได้ภายในระยะเวลาสั้นเมื่อไม่มีเครื่องกำบังรังสี
วัสดุกัมมันตรังสีในเหตุการณ์นี้เป็น วัสดุกัมมันตรังสีชนิดปิดผนึก (Sealed Radioactive Source) กล่าวคือ สารกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 ยังคงอยู่ภายในแคปซูลที่ออกแบบให้ป้องกันการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี และไม่มีหลักฐานว่าแคปซูลแตกหรือรั่ว การสำรวจภายหลังการกู้คืนไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น อันตรายหลักจึงเป็น การได้รับรังสีจากภายนอก (External Exposure) ไม่ใช่ การรับวัสดุกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย (Internal Intake)
ความแตกต่างระหว่างการได้รับรังสีกับการเปรอะเปื้อนทางรังสีมีความสำคัญต่อการตอบโต้เหตุและการสื่อสารความเสี่ยง บุคคลที่อยู่ใกล้วัสดุกัมมันตรังสีจะได้รับรังสีขณะอยู่ในสนามรังสี แต่ไม่ได้หมายความว่าร่างกายหรือเสื้อผ้าจะมีวัสดุกัมมันตรังสีติดอยู่เสมอไป เมื่อออกห่างจากวัสดุกัมมันตรังสีและไม่มีการเปรอะเปื้อน การได้รับรังสีจากภายนอกจะยุติลง อย่างไรก็ตาม ความเสียหายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นแล้วอาจดำเนินต่อเนื่องและต้องได้รับการรักษาหรือติดตามในระยะยาว
วัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 ที่มีกัมมันตภาพรังสีประมาณ 15.7 TBq จัดเป็นวัสดุที่มีอันตรายสูงมาก หากอยู่ภายนอกเครื่องกำบังรังสี แม้วัตถุจริงจะมีขนาดเล็ก แต่สามารถทำให้บุคคลที่อยู่ใกล้ได้รับปริมาณรังสีระดับรุนแรงได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ขนาดทางกายภาพของวัตถุจึงไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ระดับอันตรายจากรังสีได้
3. ลำดับเหตุการณ์และปัจจัยที่นำไปสู่อุบัติเหตุ
| วันที่ | เหตุการณ์สำคัญ |
| 24 มกราคม พ.ศ. 2543 | ผู้เก็บเศษโลหะสองรายระบุว่าได้รับส่วนของหัวเครื่องฉายรังสีมาจากบุคคลอื่นและนำไปเก็บไว้เพื่อรอการถอดแยก |
| 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 | มีการพยายามถอดแยกส่วนที่บรรจุวัสดุกัมมันตรังสี และนำไปให้ร้านรับซื้อของเก่าตัดเปิดด้วยเครื่องมือตัดโลหะ เมื่อเครื่องกำบังรังสีถูกเปิด แคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสีหลุดออกมาโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ผู้ที่อยู่ใกล้เริ่มมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียนภายในวันเดียวกัน |
| 12–17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 | อาการของผู้เกี่ยวข้องรุนแรงขึ้น พบแผลที่ผิวหนัง มือบวม ท้องเสีย มีไข้ ผมร่วง และความผิดปกติของเม็ดเลือด ผู้ป่วยหลายรายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล |
| 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 | แพทย์สงสัยการได้รับรังสีและแจ้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติในขณะนั้น เจ้าหน้าที่ลงยังพื้นที่และตรวจพบอัตราปริมาณรังสีสูงผิดปกติบริเวณร้านรับซื้อของเก่า |
| 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 | เริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้คืนวัสดุกัมมันตรังสีหลังการวางแผนและซักซ้อม มีการจำกัดพื้นที่ ใช้เครื่องกำบังรังสี เครื่องมือระยะไกล และเครื่องวัดอัตราปริมาณรังสีช่วงสูง |
| หลังเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 | กู้คืนแคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสีและนำใส่ภาชนะกำบังได้สำเร็จ จากนั้นยืนยันว่าเป็นโคบอลต์-60 ซึ่งมีกัมมันตภาพรังสีประมาณ 15.7 TBq |
| 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 | อุปกรณ์ฉายรังสีที่เหลือจากสถานที่จัดเก็บเดิมถูกนำเข้าสู่การควบคุมและจัดเก็บชั่วคราวอย่างปลอดภัย |
| 9, 18 และ 24 มีนาคม พ.ศ. 2543 | ผู้ได้รับรังสี 3 ราย เสียชีวิต จากผลของการได้รับรังสีขนาดสูงและภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะการกดไขกระดูกและการติดเชื้อรุนแรง |
ตามรายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศระบุว่าผู้เก็บเศษโลหะสองรายกล่าวว่าได้รับหรือซื้ออุปกรณ์มาจากบุคคลอื่น ขณะที่บทความวิชาการบางฉบับใช้ถ้อยคำในลักษณะว่าอุปกรณ์ถูกขโมย ดังนั้น จึงเพียงยืนยันได้ว่า อุปกรณ์ถูกนำออกจากสถานที่จัดเก็บโดยไม่ได้รับอนุญาตและหลุดจากการควบคุม โดยจะไม่สรุปถึงแรงจูงใจหรือผู้กระทำในส่วนที่รายงานต้นทางยังไม่ได้ยืนยัน เหตุการณ์นี้ไม่ได้เจตนาจะอธิบายว่าเป็นความผิดพลาดของผู้เก็บของเก่าหรือผู้รับซื้อเศษโลหะเพียงฝ่ายเดียว แต่ด้วยว่ามีสาเหตุเชิงระบบเกิดขึ้นก่อนที่อุปกรณ์จะเข้าสู่ร้านรับซื้อของเก่า ได้แก่ การขาดการควบคุมอย่างต่อเนื่องหลังเลิกใช้งาน การจัดเก็บในพื้นที่ที่ไม่มีความมั่นคงเพียงพอ การเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดเก็บโดยไม่ได้รับอนุญาต การไม่มีทะเบียนที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และการขาดแผนส่งคืนหรือกำจัดวัสดุกัมมันตรังสีอย่างเหมาะสม
4. การตรวจพบเหตุจากอาการทางคลินิก
ผู้ได้รับรังสีบางรายเริ่มมีอาการภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันหลังการได้รับรังสี อาการระยะแรก ได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องเสีย และมีไข้ อาการเหล่านี้ไม่มีความจำเพาะและอาจถูกตีความว่าเป็นโรคติดเชื้อหรืออาหารเป็นพิษได้ ต่อมาจึงพบลักษณะที่ชี้นำมากขึ้น ได้แก่ ผมร่วง ผิวหนังแดง ตุ่มพอง การหลุดลอกของผิวหนัง แผลจากรังสี มือหรือขาบวม และจำนวนเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดลดลง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อแพทย์พิจารณาผู้ป่วยหลายรายร่วมกันและพบรูปแบบอาการที่ไม่สอดคล้องกับโรคติดเชื้อทั่วไป ประกอบกับประวัติการทำงานเกี่ยวกับการถอดชิ้นส่วนโลหะต้องสงสัย แพทย์จึงแจ้งข้อสงสัยต่อหน่วยงานกำกับดูแลในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 หรือประมาณ 17 วันหลังแคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสีหลุดออกจากเครื่องกำบังในร้านรับซื้อของเก่า
กรณีนี้แสดงบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์ในฐานะ ระบบเฝ้าระวังทางคลินิก (Clinical Sentinel) เมื่อพบผู้ป่วยหลายรายจากสถานที่เดียวกันที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง เม็ดเลือดลดลง และบาดแผลของผิวหนังโดยไม่มีสาเหตุทางความร้อนหรือสารเคมีที่ชัดเจน ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของการได้รับรังสีและประสานหน่วยงานที่มีเครื่องตรวจวัดและความเชี่ยวชาญโดยเร็ว
การประเมินผู้ได้รับรังสีไม่ควรอาศัยอาการเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ ลำดับเวลาและตำแหน่งของบุคคล ผลการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด การตรวจไขกระดูก การประเมินบาดแผลเฉพาะที่ และการวิเคราะห์ความผิดปกติของโครโมโซมเพื่อประเมินปริมาณรังสีย้อนหลังทางชีวภาพในกรณีที่มีความเหมาะสม
5. กลไกและการประเมินการได้รับรังสีจากภายนอก
5.1 เวลา ระยะห่าง และเครื่องกำบังรังสี
การได้รับรังสีจากภายนอกขึ้นกับปัจจัยหลักสามประการ ได้แก่
- เวลา (Time) ปริมาณรังสีสะสมจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่อยู่ในสนามรังสี
- ระยะห่าง (Distance) สำหรับวัสดุกัมมันตรังสีแบบจุด อัตราปริมาณรังสีจะลดลงโดยประมาณตามกฎผกผันกำลังสอง
- เครื่องกำบังรังสี (Shielding) วัสดุที่มีชนิดและความหนาเหมาะสมสามารถช่วยลดความเข้มของรังสีแกมมาได้
ในเหตุการณ์จริง บุคคลมีการเคลื่อนที่ อยู่ในตำแหน่งแตกต่างกัน และได้รับการกำบังจากเศษโลหะไม่เท่ากัน นอกจากนี้ มือ ขา หรือผิวหนังบางส่วนอาจเข้าใกล้วัสดุกัมมันตรังสีมากกว่าลำตัวอย่างมาก การได้รับรังสีจึงเป็นแบบไม่สม่ำเสมอ และปริมาณรังสีเฉพาะที่อาจสูงกว่าปริมาณรังสีเฉลี่ยทั่วร่างกายหลายเท่า
5.2 การประมาณอัตราปริมาณรังสีเพื่อการป้องกันรังสี
สำหรับการประมาณเบื้องต้น สามารถกำหนดให้วัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 เป็น วัสดุกัมมันตรังสีแบบจุด (Point Source) โดยสมมติว่าไม่มีเครื่องกำบังรังสี ไม่มีผลจากการกระเจิง และไม่มีผลจากรูปทรงของแคปซูล อัตราปริมาณรังสีที่ระยะ (r) สามารถประมาณได้จากกฎผกผันกำลังสอง(Inverse Square Law)
==>
โดย
เมื่อ
คือ อัตราปริมาณรังสีที่ระยะ
คือ กัมมันตภาพรังสี (Activity)
คือ ระยะห่างจากวัสดุกัมมันตรังสี
คือ ค่าคงที่จำเพาะรังสีแกมมา
เมื่อใช้ค่าคงที่อัตราปริมาณสมมูลรังสีหรือเรียกว่า ค่าคงที่จำเพาะรังสีแกมมา(Specific Gamma-Ray constant : G) โดยประมาณของโคบอลต์-60 เท่ากับ 0.35 mSv·m²/(GBq·h) และกัมมันตภาพรังสีของวัสดุเท่ากับ 15.7 TBq จะสามารถประมาณอัตราปริมาณรังสีที่ระยะต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้
เมื่อ

และ

ที่ระยะ 1 เมตร


ที่ระยะ 2 เมตร

ที่ระยะ 10 เมตร

หากบุคคลอยู่ที่ระยะ 2 เมตรเป็นเวลา 10 นาที ปริมาณสมมูลรังสีโดยประมาณจะเป็น



หากต้องการประมาณอัตราเคอร์มาในอากาศ สามารถใช้ค่าคงที่อัตราเคอร์มาในอากาศของโคบอลต์-60 โดยประมาณ

ดังนั้น ที่ระยะ 1 เมตร


ค่าดังกล่าวเป็นการประมาณเคอร์มาในอากาศสำหรับวัสดุกัมมันตรังสีแบบจุดที่ไม่มีกำบัง ไม่ใช่ปริมาณรังสีดูดกลืนที่อวัยวะของผู้ประสบเหตุได้รับโดยตรง การประมาณปริมาณรังสีที่เนื้อเยื่อได้รับต้องพิจารณารูปร่างร่างกาย ทิศทางการฉายรังสี การกำบัง การกระเจิง ตำแหน่งของอวัยวะ และการเคลื่อนที่ของบุคคลเพิ่มเติม
เจ้าหน้าที่สำรวจรายงานว่า อัตราปริมาณรังสีบริเวณทางเข้าร้านรับซื้อของเก่ามีค่าประมาณ 1 mSv/h และเพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 10 Sv/h เมื่อเข้าใกล้ตำแหน่งของวัสดุกัมมันตรังสี อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำค่าที่วัดได้ดังกล่าวมาเปรียบเทียบโดยตรงกับค่าที่คำนวณจากแบบจำลองวัสดุกัมมันตรังสีแบบจุดที่ระยะ 1 เมตร เนื่องจากตำแหน่งตรวจวัดจริง ระยะห่าง รูปทรงและทิศทางของแคปซูล การกระเจิง การกำบังจากเศษโลหะ และการตอบสนองของเครื่องวัดอาจแตกต่างจากสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณ
*******การคำนวณทั้งหมดจึงควรใช้เพื่อแสดงแนวโน้มและสนับสนุนการตัดสินใจเบื้องต้นด้านการป้องกันรังสี ไม่ควรใช้เพื่อสร้างปริมาณรังสีย้อนหลังของผู้ประสบเหตุแต่ละรายโดยตรง
5.3 การใช้หน่วย Gy และ Sv อย่างถูกต้อง
- หน่วย เกรย์ (Gy) ใช้สำหรับปริมาณรังสีดูดกลืน ซึ่งแสดงพลังงานที่รังสีถ่ายโอนให้สสารต่อหน่วยมวล และเป็นหน่วยหลักสำหรับการประเมินผลเสียชัดเจน เช่น กลุ่มอาการป่วยเหตุรังสีเฉียบพลันและการบาดเจ็บเฉพาะที่ของผิวหนัง
- หน่วย ซีเวิร์ต (Sv) ใช้สำหรับปริมาณสมมูลรังสีและปริมาณรังสียังผลในงานป้องกันรังสี โดยคำนึงถึงตัวคูณถ่วงน้ำหนักรังสี และในกรณีของปริมาณรังสียังผลจะคำนึงถึงตัวคูณถ่วงน้ำหนักเนื้อเยื่อด้วย
สำหรับโฟตอน ตัวคูณถ่วงน้ำหนักรังสีมีค่าเท่ากับ 1 แต่ไม่ได้หมายความว่า Gy และ Sv สามารถใช้แทนกันได้ในทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อการได้รับรังสีมีปริมาณสูงและไม่สม่ำเสมอ การประเมินกลุ่มอาการป่วยเหตุรังสีเฉียบพลัน การบาดเจ็บของผิวหนัง และความเสียหายของอวัยวะจึงควรใช้ปริมาณรังสีดูดกลืนในหน่วย Gy หรือค่าที่จำเพาะต่ออวัยวะ มากกว่าการใช้ปริมาณรังสียังผลในหน่วย Sv
6. ผลเสียทางชีวภาพจากรังสี
รายงานระบุว่ามีผู้ได้รับรังสีขนาดสูง 10 ราย และต้องเข้ารับการรักษา โดยผู้ที่ทำงานหรืออยู่ในร้านรับซื้อของเก่าเป็นเวลานานได้รับปริมาณรังสีทั่วร่างกายสูงกว่ากลุ่มอื่น ผู้ป่วยบางรายมีการบาดเจ็บเฉพาะที่รุนแรงบริเวณมือและขา เนื่องจากอวัยวะดังกล่าวเข้าใกล้วัสดุกัมมันตรังสีโดยตรง
6.1 กลุ่มอาการป่วยเหตุรังสีเฉียบพลัน
อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลีย และมีไข้ เป็นอาการนำของ กลุ่มอาการป่วยเหตุรังสีเฉียบพลัน (Acute Radiation Syndrome: ARS) ในระยะต่อมา การทำลายเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ลดลง ผู้ป่วยจึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภาวะเลือดออก และความล้มเหลวของระบบอวัยวะ
รูปแบบสำคัญที่พบในเหตุการณ์นี้คือ กลุ่มอาการของระบบสร้างเม็ดเลือด (Hematopoietic Subsyndrome) ซึ่งสัมพันธ์กับการกดไขกระดูก ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และการติดเชื้อรุนแรง ผู้เสียชีวิตทั้งสามรายเป็นผู้ที่ทำงานหรืออยู่ใกล้วัสดุกัมมันตรังสีในร้านรับซื้อของเก่า และเสียชีวิตจากผลของการได้รับรังสีขนาดสูงร่วมกับภาวะแทรกซ้อนภายในเวลาน้อยกว่าสองเดือน
6.2 การบาดเจ็บเฉพาะที่จากรังสี
เนื่องจากการได้รับรังสีไม่ได้สม่ำเสมอทั่วร่างกาย ผู้ป่วยบางรายจึงมี การบาดเจ็บเฉพาะที่จากรังสี (Localized Radiation Injury) หรือ การบาดเจ็บของผิวหนังจากรังสี (Cutaneous Radiation Injury: CRI) ร่วมด้วย อาการอาจประกอบด้วยผิวหนังแดง บวม ปวด ตุ่มพอง การหลุดลอกแบบเปียก แผลเรื้อรัง เนื้อตาย และความเสียหายของเนื้อเยื่อชั้นลึก
อาการบาดเจ็บเฉพาะที่บางส่วนอาจปรากฏช้าหรือกำเริบเป็นระยะ แม้อาการทั่วร่างกายจะดีขึ้นแล้ว การประเมินบาดแผลเฉพาะที่จึงต้องพิจารณาแยกจากปริมาณรังสีทั่วร่างกาย เนื่องจากมือหรือขาอาจได้รับปริมาณรังสีสูงมากจากการอยู่ใกล้วัสดุกัมมันตรังสี ขณะที่ไขกระดูกส่วนอื่นของร่างกายได้รับปริมาณรังสีต่ำกว่า
6.3 ผู้เสียชีวิต
| ผู้เสียชีวิต | ความเกี่ยวข้องกับพื้นที่เกิดเหตุ | วันที่เสียชีวิต | ระยะเวลาหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 |
| P6 อายุ 18 ปี | ผู้ปฏิบัติงานในร้านรับซื้อของเก่า | 9 มีนาคม พ.ศ. 2543 | 37 วัน หรือวันที่ 38 เมื่อนับวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 1 |
| P5 อายุ 20 ปี | ผู้ปฏิบัติงานในร้านรับซื้อของเก่า | 18 มีนาคม พ.ศ. 2543 | 46 วัน หรือวันที่ 47 เมื่อนับวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 1 |
| P8 อายุ 44 ปี | สามีของเจ้าของร้านรับซื้อของเก่า | 24 มีนาคม พ.ศ. 2543 | 52 วัน หรือวันที่ 53 เมื่อนับวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 1 |
การระบุระยะเวลาหลังการได้รับรังสีควรอธิบายวิธีนับวันให้ชัดเจน เพราะการนับแบบรวมวันเกิดเหตุเป็นวันแรกจะให้ค่ามากกว่าการคำนวณผลต่างระหว่างวันที่หนึ่งวัน
ผลที่เกิดขึ้นในระยะเฉียบพลันดังกล่าวจัดเป็น ผลเสียชัดเจน (Deterministic Effects) หรือเรียกในศัพท์สมัยใหม่ว่า ปฏิกิริยาของเนื้อเยื่อ (Tissue Reactions) ซึ่งความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อปริมาณรังสีสูงกว่าปริมาณรังสีขีดเริ่ม (Threshold Dose)
ผู้รอดชีวิตยังควรได้รับการติดตามในระยะยาว เนื่องจากการได้รับรังสีอาจเพิ่มความเสี่ยงของ ผลเสียไม่ชัดเจน (Stochastic Effects) เช่น มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถทำนายได้อย่างแน่นอนว่าบุคคลใดจะเกิดผลดังกล่าว
7. การสำรวจพื้นที่และการกู้คืนวัสดุกัมมันตรังสี
หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจพบอัตราปริมาณรังสีประมาณ 1 mSv/h บริเวณทางเข้าร้านรับซื้อของเก่า และสูงถึงประมาณ 10 Sv/h เมื่อเข้าใกล้ตำแหน่งของวัสดุกัมมันตรังสี การสำรวจไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีอย่างมีนัยสำคัญ แสดงว่าแคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสียังคงสมบูรณ์
การกู้คืนดำเนินการโดยใช้หลักลดเวลา เพิ่มระยะห่าง และใช้เครื่องกำบังรังสี มีการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ วางแผนและซักซ้อมขั้นตอนก่อนปฏิบัติจริง ใช้รถขุดเปิดทางและวางกำแพงตะกั่วหนาประมาณ 5 เซนติเมตรเพื่อช่วยลดปริมาณรังสีที่เจ้าหน้าที่ได้รับ เศษโลหะขนาดใหญ่ถูกเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องมือจับระยะไกล ส่วนชิ้นส่วนขนาดเล็กใช้แม่เหล็กไฟฟ้าที่ติดกับแท่งไม้ไผ่ยาวประมาณ 5 เมตร
เครื่องวัดอัตราปริมาณรังสีช่วงสูงถูกใช้คัดกรองชิ้นส่วนโลหะ และใช้จอเรืองแสงช่วยระบุตำแหน่งของแคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสี การปฏิบัติงานถูกบันทึกด้วยกล้องวิดีโอเพื่อสนับสนุนการควบคุมและทบทวนขั้นตอน
วัสดุกัมมันตรังสีถูกกู้คืนหลังเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 และนำใส่ภาชนะกำบังได้สำเร็จ จากนั้นตรวจพิสูจน์ชนิดนิวไคลด์ด้วยการวัดสเปกตรัมรังสีแกมมาในพื้นที่ ก่อนนำไปจัดเก็บในสถานที่ปลอดภัยของหน่วยงานกำกับดูแล
อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลทั่วไป เช่น ถุงมือ หน้ากาก หรือเสื้อตะกั่วสำหรับงานรังสีวินิจฉัย ไม่ใช่มาตรการหลักสำหรับป้องกันสนามรังสีแกมมาพลังงานสูงจากวัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 เสื้อตะกั่วอาจเพิ่มน้ำหนักและทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง โดยไม่ได้ลดปริมาณรังสีอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอันตรายจากวัสดุกัมมันตรังสีกำลังสูง
มาตรการที่มีประสิทธิผลมากกว่าคือการลดเวลาปฏิบัติงาน เพิ่มระยะห่าง ใช้เครื่องกำบังที่ออกแบบอย่างเหมาะสม ใช้เครื่องมือควบคุมจากระยะไกล ตรวจวัดอัตราปริมาณรังสีอย่างต่อเนื่อง และกำหนดเกณฑ์ยุติหรือถอนกำลังเมื่ออัตราปริมาณรังสีหรือปริมาณรังสีสะสมสูงเกินค่าที่กำหนด
8. การตอบสนองด้านสาธารณสุขและการสื่อสารความเสี่ยง
นอกจากผู้ป่วย 10 รายที่ได้รับรังสีขนาดสูงแล้ว รายงานยังกล่าวถึงประชาชนประมาณ 1,872 รายที่พักอาศัยภายในระยะประมาณ 100 เมตรจากร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งอาจได้รับรังสีในระดับแตกต่างกัน จึงมีการจัดระบบลงทะเบียน ประเมินอาการ ตรวจร่างกาย และตรวจเลือดตามระดับความเสี่ยง
ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่าเหตุฉุกเฉินทางรังสีไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อกู้คืนวัสดุกัมมันตรังสีสำเร็จ แต่ยังต้องครอบคลุมการคัดกรองสุขภาพ การติดตามกลุ่มเสี่ยง การจัดการความกังวลของประชาชน และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกัน
การสื่อสารความเสี่ยงควรอธิบายประเด็นต่อไปนี้อย่างชัดเจน
- รังสีมองไม่เห็น ไม่มีกลิ่น และไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส
- วัตถุขนาดเล็กอาจบรรจุวัสดุกัมมันตรังสีที่มีอัตราปริมาณรังสีสูงมาก
- ผู้ที่ได้รับรังสีจากภายนอกไม่ได้กลายเป็นวัสดุกัมมันตรังสีหรือปล่อยรังสีให้ผู้อื่นโดยอัตโนมัติ
- คำว่า “ได้รับรังสี” มีความหมายแตกต่างจากคำว่า “มีการเปรอะเปื้อนทางรังสี”
- เมื่อไม่พบการเปรอะเปื้อน ร่างกาย เสื้อผ้า หรือศพของผู้ได้รับรังสีจากภายนอกไม่ควรถูกปฏิบัติราวกับเป็นวัสดุกัมมันตรังสี
- การรักษาภาวะคุกคามต่อชีวิตต้องดำเนินการก่อน และไม่ควรล่าช้าเพราะความกลัวต่อรังสี
- หากพบวัตถุที่มีสัญลักษณ์รังสีหรือมีลักษณะต้องสงสัย ห้ามสัมผัส ห้ามรื้อถอน ห้ามตัดหรือหลอม ให้เพิ่มระยะห่าง จำกัดการเข้าถึง และแจ้งผู้เชี่ยวชาญทันที
การสื่อสารที่ล่าช้าหรือไม่ชัดเจนอาจนำไปสู่ความตื่นตระหนก การตีตราผู้ป่วยและครอบครัว และการตัดสินใจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ การวางแผนสื่อสารสาธารณะจึงควรเป็นองค์ประกอบหนึ่งของแผนตอบโต้เหตุฉุกเฉินตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
9. บทเรียนด้านความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของวัสดุกัมมันตรังสี
9.1 การควบคุมตลอดวงจรชีวิต
วัสดุกัมมันตรังสีต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตั้งแต่การจัดหา การนำเข้า การติดตั้ง การใช้งาน การบำรุงรักษา การถ่ายโอน การขนส่ง การจัดเก็บหลังเลิกใช้ การส่งคืนผู้ผลิต การปรับสภาพ และการกำจัดขั้นสุดท้าย
การจัดเก็บชั่วคราวโดยไม่มีกำหนดปลายทางเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากองค์กรอาจเปลี่ยนเจ้าของ ย้ายสถานที่ ยุติกิจการ หรือสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสี ก่อนจัดหาวัสดุกัมมันตรังสีจึงควรกำหนดแผนหลังเลิกใช้และความรับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายไว้ล่วงหน้า รวมถึงพิจารณาข้อตกลงการส่งคืนผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย การนำกลับมาใช้ใหม่ การรีไซเคิล การจัดเก็บระยะยาว และการกำจัดขั้นสุดท้ายตามกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
9.2 ทะเบียน การตรวจนับ และการยืนยันตำแหน่ง
ทะเบียนวัสดุกัมมันตรังสีต้องถูกต้องและเป็นปัจจุบัน โดยควรระบุชนิดนิวไคลด์ กัมมันตภาพรังสี หมายเลขประจำวัสดุ อุปกรณ์ที่ติดตั้ง สถานที่เก็บ ผู้รับผิดชอบ สถานะการใช้งาน ประวัติการถ่ายโอน และแผนจัดการหลังเลิกใช้
การตรวจเอกสารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีการตรวจนับและยืนยันตำแหน่งจริงของวัสดุกัมมันตรังสีตามระดับความเสี่ยง รวมถึงกำหนดกระบวนการแจ้งเตือนทันทีเมื่อไม่สามารถยืนยันตำแหน่งหรือความสมบูรณ์ของวัสดุกัมมันตรังสีได้
9.3 ความปลอดภัยทางรังสีและความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี
ความปลอดภัยทางรังสี (Radiation Safety) มุ่งป้องกันอุบัติเหตุ ความผิดพลาดของอุปกรณ์ และการได้รับรังสีโดยไม่ตั้งใจ ส่วน ความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี (Nuclear and Radiological Security) มุ่งป้องกันการโจรกรรม การลักลอบ การก่อวินาศกรรม และการเข้าถึงวัสดุกัมมันตรังสีโดยไม่ได้รับอนุญาต
กรณีสมุทรปราการแสดงให้เห็นว่าทั้งสองมิติต้องดำเนินการร่วมกัน การจัดเก็บในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายเป็นช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย ขณะที่การไม่มีแผนจัดการหลังเลิกใช้และการสูญเสียการควบคุมวัสดุกัมมันตรังสีเป็นความบกพร่องด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล
เมื่อช่องว่างเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน วัสดุกัมมันตรังสีอันตรายสูงสามารถเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ กลายเป็นวัสดุกัมมันตรังสีทิ้งขว้าง และก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงต่อประชาชนได้
9.4 การควบคุมวัสดุกัมมันตรังสีทิ้งขว้างในอุตสาหกรรมเศษโลหะ
ร้านรับซื้อของเก่า โรงงานหลอมโลหะ และสถานประกอบการรีไซเคิล ควรมีขั้นตอนตรวจรับวัสดุ การฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน และช่องทางแจ้งเหตุเมื่อพบวัตถุหรือสัญลักษณ์ต้องสงสัย
สถานประกอบการที่รับวัสดุปริมาณมากหรือมีระดับความเสี่ยงเหมาะสมควรพิจารณาติดตั้งระบบตรวจวัดรังสีบริเวณทางเข้าและทางออก พร้อมกำหนดขั้นตอนตอบสนองต่อสัญญาณเตือน การแยกพื้นที่ การตรวจยืนยันด้วยเครื่องมือพกพา และการประสานหน่วยงานกำกับดูแล
ระบบตรวจวัดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากไม่มีการสอบเทียบ การทดสอบสมรรถนะ การกำหนดระดับสัญญาณเตือน การฝึกซ้อม และการระบุผู้มีอำนาจตัดสินใจเมื่อพบเหตุ การออกแบบระบบต้องคำนึงถึงความเร็วของรถ ชนิดวัสดุ ความหนาแน่นของเศษโลหะ รังสีภูมิหลัง และความเป็นไปได้ที่โลหะหนาจะกำบังรังสีจากวัสดุกัมมันตรังสี
เมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ผู้พบเห็นไม่ควรสัมผัส เคลื่อนย้าย เปิด ตัด เจาะ หรือหลอมวัตถุดังกล่าว ควรเพิ่มระยะห่าง จำกัดการเข้าถึง จดจำตำแหน่ง และแจ้งหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทันที
9.5 การเตรียมพร้อมทางการแพทย์
โรงพยาบาลและหน่วยบริการฉุกเฉินควรมีแนวทางคัดกรองผู้ป่วยที่อาจได้รับรังสี ช่องทางติดต่อหน่วยงานด้านรังสี รายชื่อห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจวิเคราะห์ทางชีวภาพ และระบบส่งต่อผู้ป่วยไปยังศูนย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
การฝึกอบรมควรเน้นว่าการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิตต้องดำเนินการก่อน และการได้รับรังสีจากภายนอกโดยไม่มีการเปรอะเปื้อนไม่เป็นเหตุให้ชะลอการรักษา บุคลากรทางการแพทย์ควรสามารถแยกความแตกต่างระหว่างผู้ได้รับรังสี ผู้ที่มีการเปรอะเปื้อนทางรังสี และผู้ที่รับวัสดุกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย เพื่อเลือกมาตรการดูแลที่เหมาะสม
9.6 การเตรียมพร้อมและตอบโต้เหตุฉุกเฉิน
หน่วยตอบโต้ควรมีเครื่องวัดอัตราปริมาณรังสีที่ครอบคลุมช่วงสูง เครื่องเตือนปริมาณรังสีส่วนบุคคล เครื่องตรวจการเปรอะเปื้อน อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องมือควบคุมจากระยะไกล และภาชนะกำบังที่เหมาะสม
ต้องกำหนดโครงสร้างบัญชาการ เกณฑ์แบ่งเขต เกณฑ์ถอนกำลัง การบันทึกปริมาณรังสี และวิธีประเมินความเสี่ยงก่อนปฏิบัติงาน การซักซ้อมและการจำลองสถานการณ์ช่วยลดเวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องอยู่ในสนามรังสีสูงและลดความจำเป็นในการตัดสินใจเฉพาะหน้า
การกู้คืนวัสดุกัมมันตรังสีทิ้งขว้างต้องดำเนินการโดยบุคลากรที่ได้รับมอบหมายและมีความเชี่ยวชาญ ไม่ควรให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการพยายามเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยตนเอง แม้จะมองเห็นวัตถุหรือทราบตำแหน่งแล้วก็ตาม
10. การประยุกต์ใช้กรณีศึกษาในการเรียนการสอน
กรณีสมุทรปราการเหมาะสำหรับเป็นตัวอย่างอ้างอิงถึงเรื่องการได้รับรังสีจากภายนอกควบคู่กับกรณีการรับวัสดุกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย เช่น กรณีโพโลเนียม-210 ของนักสืบรัสเซีย เนื่องจากช่วยให้สามารถเห็นความแตกต่างระหว่างสนามรังสีภายนอก การเปรอะเปื้อนทางรังสี และการรับวัสดุกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย
ในกรณีโคบอลต์-60 การเพิ่มระยะห่าง ลดเวลา และใช้เครื่องกำบังรังสีสามารถลดการได้รับรังสีอย่างต่อเนื่องได้ทันที เมื่อออกจากสนามรังสีและไม่มีการเปรอะเปื้อน การได้รับรังสีจะยุติลง
ตรงกันข้าม เมื่อวัสดุกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกายแล้ว การเพิ่มระยะห่างจากวัตถุภายนอกไม่สามารถลดปริมาณรังสีที่อวัยวะได้รับได้ การประเมินจึงต้องใช้ข้อมูลการรับเข้า การกระจายตัวทางชีวจลนศาสตร์ การขับออก และการตรวจวัดทางชีวภาพ
โจทย์คำนวณจากกรณีนี้ควรใช้เพื่อแสดงแนวโน้มและสนับสนุนการตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ควรใช้สมการวัสดุกัมมันตรังสีแบบจุดเพื่อสรุปปริมาณรังสีของผู้ประสบเหตุจริงโดยตรง การสร้างปริมาณรังสีย้อนหลังต้องพิจารณาตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของบุคคล ระยะเวลาที่อยู่ในแต่ละตำแหน่ง รูปทรงและทิศทางของแคปซูลบรรจุวัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำบังจากเศษโลหะ การกระเจิง ผลตรวจเลือด การประเมินบาดแผล การวิเคราะห์ความผิดปกติของโครโมโซม และอาการทางคลินิกร่วมกัน
ประเด็นอภิปรายสำหรับนิสิตอาจครอบคลุมคำถามต่อไปนี้
- เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นที่จุดใดในวงจรชีวิตของวัสดุกัมมันตรังสี
- มาตรการใดสามารถหยุดเส้นทางของอุบัติเหตุได้ก่อนอุปกรณ์เข้าสู่ร้านรับซื้อของเก่า
- วัสดุกัมมันตรังสีที่เลิกใช้งานกลายเป็นวัสดุกัมมันตรังสีทิ้งขว้างได้อย่างไร
- เหตุใดอาการทางคลินิกจึงเป็นกลไกตรวจพบเหตุที่สำคัญ
- เหตุใด Gy และ Sv จึงไม่ควรใช้แทนกันโดยไม่มีคำอธิบาย
- การจัดการผู้ได้รับรังสีจากภายนอกแตกต่างจากผู้ที่มีการเปรอะเปื้อนทางรังสีอย่างไร
- ระบบตรวจวัดในอุตสาหกรรมเศษโลหะควรเชื่อมโยงกับแผนตอบสนองอย่างไร
- การสื่อสารสาธารณะแบบใดช่วยลดความตื่นตระหนกและการตีตราผู้ป่วย
11. สรุป
อุบัติเหตุโคบอลต์-60 ที่ซอยวัดมหาวงษ์ไม่ได้เริ่มต้นเมื่ออุปกรณ์ถูกตัดเปิดในร้านรับซื้อของเก่าเท่านั้น แต่เริ่มจากการขาดการควบคุมวัสดุกัมมันตรังสีที่เลิกใช้งาน การถ่ายโอนและจัดเก็บโดยไม่มีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง การควบคุมการเข้าถึงที่ไม่เพียงพอ และการไม่มีเส้นทางจัดการวัสดุกัมมันตรังสีหลังเลิกใช้ที่ชัดเจน
เมื่อหัวเครื่องฉายรังสีหลุดเข้าสู่กระบวนการเศษโลหะ ความไม่รู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์รังสีและอันตรายของวัสดุกัมมันตรังสีขนาดเล็กทำให้บุคคลหลายรายเข้าใกล้และถอดแยกอุปกรณ์โดยไม่มีเครื่องตรวจวัด วัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 จึงหลุดออกจากเครื่องกำบังและกลายเป็นวัสดุกัมมันตรังสีทิ้งขว้าง ผลที่ตามมาคือการได้รับรังสีจากภายนอกขนาดสูง มีผู้ได้รับรังสีขนาดสูง 10 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 รายภายในเวลาน้อยกว่าสองเดือน
บทเรียนสำคัญคือ วัสดุกัมมันตรังสีต้องได้รับการควบคุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ความปลอดภัยทางรังสีต้องบูรณาการกับความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี การจัดการวัสดุกัมมันตรังสีหลังเลิกใช้ต้องถูกวางแผนตั้งแต่ก่อนการจัดหา บุคลากรทางการแพทย์ต้องสามารถระบุรูปแบบอาการที่อาจสัมพันธ์กับการได้รับรังสี ผู้ประกอบการเศษโลหะต้องมีระบบตรวจพบและแจ้งเหตุ และหน่วยตอบโต้ต้องมีเครื่องมือ การวางแผน การซักซ้อม และการสื่อสารความเสี่ยงที่เหมาะสม
หากพบวัตถุต้องสงสัยที่มีสัญลักษณ์รังสี ห้ามสัมผัส ห้ามรื้อถอน ห้ามตัดหรือหลอม เพิ่มระยะห่าง จำกัดการเข้าถึง และแจ้งหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทันที
************************************************************
เอกสารอ้างอิง
- International Atomic Energy Agency. The Radiological Accident in Samut Prakarn. Vienna: International Atomic Energy Agency; 2002. STI/PUB/1124.
- Thongpraparn T, Chaudakshetrin P, Buranapong P. Lesson learned from Co-60 accident in Thailand. Australas Phys Eng Sci Med. 2002;25(4):172–174. doi:10.1007/BF03178291.
- Ya-anant N, Tiyapun K, Saiyut K. Radiological accident and incident in Thailand: lesson to be learned. Radiat Prot Dosimetry. 2011;146(1–3):111–114. doi:10.1093/rpd/ncr130.
- International Atomic Energy Agency. Code of Conduct on the Safety and Security of Radioactive Sources. Vienna: International Atomic Energy Agency; 2004. IAEA/CODEOC/2004.
- International Atomic Energy Agency. Guidance on the Management of Disused Radioactive Sources. Vienna: International Atomic Energy Agency; 2018. IAEA/CODEOC/MGT-DRS/2018.
- International Atomic Energy Agency. National Strategy for Regaining Control over Orphan Sources and Improving Control over Vulnerable Sources. IAEA Safety Standards Series No. SSG-19. Vienna: International Atomic Energy Agency; 2011.
- International Atomic Energy Agency. Control of Orphan Sources and Other Radioactive Material in the Metal Recycling and Production Industries. IAEA Safety Standards Series No. SSG-17. Vienna: International Atomic Energy Agency; 2012.
- International Atomic Energy Agency. Preparedness and Response for a Nuclear or Radiological Emergency. IAEA Safety Standards Series No. GSR Part 7. Vienna: International Atomic Energy Agency; 2015.
- International Atomic Energy Agency. Categorization of Radioactive Sources. IAEA Safety Standards Series No. RS-G-1.9. Vienna: International Atomic Energy Agency; 2005. STI/PUB/1227.


ใส่ความเห็น