บทคัดย่อ
เมื่อนิวไคลด์กัมมันตรังสี (Radionuclides) เข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดหายใจ การรับประทาน บาดแผล หรือการฉีดเข้าสู่กระแสเลือด นิวไคลด์เหล่านั้นไม่ได้เคลื่อนที่ไปยังอวัยวะต่าง ๆ เนื่องจากสมบัติความเป็นกัมมันตรังสีโดยตรง แต่ร่างกายปฏิบัติต่อนิวไคลด์กัมมันตรังสีเช่นเดียวกับธาตุหรือสารประกอบทางเคมีชนิดเดียวกันที่ไม่เป็นกัมมันตรังสี การกระจายตัวจึงขึ้นอยู่กับสมบัติทางเคมี รูปแบบสารประกอบ ประจุไอออน ความสามารถในการละลาย การจับกับโปรตีน ตัวขนส่งผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ กระบวนการเมแทบอลิซึม และช่องทางที่สารเข้าสู่ร่างกาย
ดังนั้น คำว่า “นิวไคลด์กัมมันตรังสีชอบไปสะสมในอวัยวะใด” เป็นภาษาสื่อสารที่เข้าใจง่าย แต่ในทางวิชาการควรใช้ว่า นิวไคลด์กัมมันตรังสีมีการรับเข้า การกระจาย การคงอยู่ หรือการสะสมเด่นในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อบางชนิด ตามพฤติกรรมทางชีวจลนศาสตร์ (Biokinetics) ของธาตุและสารประกอบนั้น แบบจำลองของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันรังสี (International Commission on Radiological Protection: ICRP) จึงพิจารณาทั้งการดูดซึมเข้าสู่เลือด การเคลื่อนย้ายระหว่างอวัยวะ การคงอยู่ และการขับออกตามเวลา มิได้ถือว่านิวไคลด์หนึ่งชนิดอยู่ในอวัยวะเพียงแห่งเดียว
1. ร่างกายไม่สามารถแยกไอโซโทปกัมมันตรังสีออกจากไอโซโทปเสถียรด้วยกระบวนการทางเคมีทั่วไป
ไอโซโทปของธาตุเดียวกันมีจำนวนโปรตอนเท่ากัน จึงมีโครงสร้างอิเล็กตรอนและสมบัติทางเคมีเกือบเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ไอโอดีน-127 ซึ่งเป็นไอโซโทปเสถียร และไอโอดีน-131 ซึ่งเป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี ต่างมีพฤติกรรมทางเคมีในรูปไอโอไดด์ใกล้เคียงกัน ต่อมไทรอยด์จึงสามารถรับไอโอดีน-131 ผ่านตัวขนส่งไอโอไดด์ได้เช่นเดียวกับไอโอดีนเสถียร
ในลักษณะเดียวกัน สตรอนเชียมมีพฤติกรรมคล้ายแคลเซียม ซีเซียมมีพฤติกรรมคล้ายโพแทสเซียม และทริเทียมในรูปน้ำทริเทียมมีพฤติกรรมใกล้เคียงน้ำธรรมดา ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งการกระจายตัวของนิวไคลด์กัมมันตรังสีจึงถูกกำหนดโดย ชีวเคมีของธาตุ มากกว่าชนิดรังสีที่ปล่อยออกมา
ชนิดรังสีและพลังงานมีผลต่อปริมาณรังสีที่เนื้อเยื่อได้รับ แต่โดยทั่วไปไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดว่านิวไคลด์จะเคลื่อนที่ไปยังอวัยวะใด แบบจำลองปริมาณรังสีภายในจึงต้องคำนวณกัมมันตภาพรังสีที่สะสมตามเวลาในบริเวณต้นกำเนิดรังสี (Source Region) และพลังงานที่ถ่ายเทไปยังอวัยวะเป้าหมาย (Target Region) แยกจากกัน
2. ปัจจัยที่กำหนดการสะสมและการคงอยู่ในอวัยวะ
2.1 รูปแบบทางเคมีของนิวไคลด์กัมมันตรังสี
นิวไคลด์ชนิดเดียวกันอาจมีพฤติกรรมในร่างกายแตกต่างกันมากเมื่ออยู่ในสารประกอบต่างกัน ตัวอย่างเช่น สารประกอบยูเรเนียมที่ละลายน้ำได้สามารถดูดซึมเข้าสู่เลือดและผ่านไปยังไตได้รวดเร็ว ขณะที่สารประกอบยูเรเนียมที่ละลายยากอาจคงอยู่ในระบบทางเดินหายใจหลังการสูดหายใจเป็นเวลานาน
พลูโทเนียมและอะเมริเซียมในรูปอนุภาคที่ละลายช้าอาจคงอยู่ในปอด แต่ส่วนที่ละลายและเข้าสู่เลือดจะเคลื่อนย้ายไปยังตับและโครงกระดูก ดังนั้น การกล่าวว่าพลูโทเนียม “สะสมในปอด” หรือ “สะสมในกระดูก” ต้องระบุรูปแบบสารประกอบและช่องทางการรับเข้าด้วย แบบจำลอง ICRP จึงให้ค่าพารามิเตอร์แตกต่างกันตามรูปแบบการละลายและรูปแบบทางเคมีที่พบในสถานที่ทำงาน
2.2 การเลียนแบบธาตุที่ร่างกายต้องใช้
ธาตุบางชนิดมีรัศมีไอออน ประจุ หรือสมบัติทางเคมีใกล้เคียงธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงถูกนำเข้าสู่เส้นทางเมแทบอลิซึมเดียวกัน เช่น
- สตรอนเชียมและเรเดียมมีพฤติกรรมบางประการคล้ายแคลเซียม จึงสามารถเข้าสู่แร่ธาตุของกระดูก
- ซีเซียมมีพฤติกรรมคล้ายโพแทสเซียม จึงกระจายในของเหลวภายในเซลล์และเนื้อเยื่ออ่อน
- ไอโอดีนกัมมันตรังสีเข้าสู่กระบวนการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์
- เหล็ก-59 เข้าสู่ระบบขนส่งและสะสมธาตุเหล็ก ซึ่งเกี่ยวข้องกับเลือด ไขกระดูก ตับ และม้าม
ICRP ใช้แบบจำลองจำเพาะของแต่ละธาตุเพื่ออธิบายการรับเข้า การถ่ายโอนระหว่างอวัยวะ และการขับออก ไม่ได้ใช้แบบจำลองเดียวกับนิวไคลด์ทุกชนิด
2.3 การจับกับโปรตีนและองค์ประกอบของเซลล์
ไอออนโลหะและสารประกอบบางชนิดจับกับโปรตีนในพลาสมา โปรตีนสะสมโลหะ หรือองค์ประกอบบนผิวเซลล์ได้ ตัวอย่างเช่น เหล็กจับกับทรานส์เฟอร์ริน (Transferrin) ในเลือดและถูกนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน พลูโทเนียมและอะเมริเซียมอาจจับกับโปรตีนและไปคงอยู่ในตับหรือบนผิวกระดูก
การจับกับโมเลกุลชีวภาพทำให้การคงอยู่ในอวัยวะนานขึ้น และอาจทำให้ครึ่งชีวิตทางชีวภาพยาวกว่าการคงอยู่ของสารที่ละลายและขับออกได้ง่าย
2.4 ช่องทางที่เข้าสู่ร่างกาย
นิวไคลด์กัมมันตรังสีที่รับประทานเข้าไปต้องผ่านทางเดินอาหารก่อน ส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจะถูกขับออกทางอุจจาระ ขณะที่ส่วนที่ดูดซึมเข้าสู่เลือดจึงกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ
นิวไคลด์ที่ถูกสูดหายใจอาจตกสะสมในจมูก หลอดลม หรือถุงลมปอดตามขนาดอนุภาค รูปร่าง ความหนาแน่น และลักษณะการหายใจ ส่วนที่ละลายได้อาจเข้าสู่กระแสเลือด ขณะที่อนุภาคที่ละลายช้าอาจคงอยู่ในปอดหรือถูกเคลื่อนย้ายไปยังต่อมน้ำเหลือง ระบบการประเมินของ ICRP จึงใช้ทั้งแบบจำลองทางเดินหายใจ แบบจำลองทางเดินอาหาร และแบบจำลองชีวจลนศาสตร์เชิงระบบร่วมกัน
2.5 การขับออกและการหมุนเวียนกลับ
ไต ตับ และทางเดินอาหารมีบทบาทสำคัญในการขับนิวไคลด์ออกจากร่างกาย นิวไคลด์ที่ละลายน้ำได้อาจถูกกรองผ่านไตและขับออกทางปัสสาวะ ส่วนสารที่ขับผ่านน้ำดีอาจกลับเข้าสู่ลำไส้ และบางส่วนอาจถูกดูดซึมกลับ เกิดการหมุนเวียนระหว่างตับกับลำไส้ (Enterohepatic Circulation)
ด้วยเหตุนี้ กัมมันตภาพรังสีในอวัยวะหนึ่งอาจลดลงไม่เป็นเส้นตรง และอาจมีการถ่ายโอนระหว่างหลายอวัยวะก่อนถูกขับออก
3. ต่อมไทรอยด์กับไอโอดีนกัมมันตรังสี
ต่อมไทรอยด์ใช้ไอโอดีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของฮอร์โมนไทรอกซินและไตรไอโอโดไทโรนีน เซลล์ฟอลลิคูลาร์ของต่อมไทรอยด์มีตัวขนส่งโซเดียม–ไอโอไดด์ซิมพอร์เตอร์ (Sodium–Iodide Symporter: NIS) ทำหน้าที่นำไอโอไดด์จากเลือดเข้าสู่เซลล์ จากนั้นไอโอดีนจะถูกนำไปสร้างสารประกอบอินทรีย์และฮอร์โมนไทรอยด์
ดังนั้น ไอโอดีน-123 ไอโอดีน-125 ไอโอดีน-129 และไอโอดีน-131 จึงสามารถถูกต่อมไทรอยด์รับเข้าได้เช่นเดียวกับไอโอดีนเสถียร ความแตกต่างระหว่างนิวไคลด์เหล่านี้อยู่ที่ครึ่งชีวิต โหมดการสลาย และพลังงานรังสี มิใช่กลไกการรับเข้าสู่ต่อมไทรอยด์
ไอโอดีน-131 ปล่อยรังสีบีตาและรังสีแกมมา รังสีบีตาจึงสามารถฝากพลังงานภายในเนื้อเยื่อไทรอยด์โดยตรง ส่วนไอโอดีน-123 มีครึ่งชีวิตสั้นและปล่อยโฟตอนที่เหมาะสมกับการสร้างภาพ จึงนิยมใช้เพื่อการวินิจฉัย ขณะที่ไอโอดีน-129 มีครึ่งชีวิตยาวมากและมีความสำคัญในการประเมินผลกระทบระยะยาว การประเมินปริมาณรังสีต่อไทรอยด์ต้องพิจารณาอายุ มวลต่อมไทรอยด์ อัตราการรับไอโอดีน และระดับไอโอดีนในอาหารร่วมด้วย
4. ซีเซียมและโพแทสเซียมกับเนื้อเยื่ออ่อนและกล้ามเนื้อ
โพแทสเซียมเป็นไอออนหลักภายในเซลล์ ร่างกายจึงมีกลไกควบคุมการกระจายโพแทสเซียมระหว่างเลือดและเซลล์อย่างต่อเนื่อง โพแทสเซียม-42 จึงกระจายตามระบบโพแทสเซียมของร่างกาย โดยมีสัดส่วนมากในกล้ามเนื้อเนื่องจากกล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่มีมวลมากและมีโพแทสเซียมภายในเซลล์สูง
ซีเซียมเป็นโลหะแอลคาไลเช่นเดียวกับโพแทสเซียม และมีพฤติกรรมทางชีวภาพบางประการคล้ายโพแทสเซียม ซีเซียม-134 และซีเซียม-137 จึงกระจายในเนื้อเยื่ออ่อนทั่วร่างกาย มิได้มุ่งสะสมจำเพาะในกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกล้ามเนื้อมีมวลรวมมาก จึงอาจมีกัมมันตภาพรังสีรวมจากซีเซียมสูงกว่าหลายอวัยวะ
ดังนั้น คำอธิบายที่ถูกต้องคือ ซีเซียมมี การกระจายทั่วเนื้อเยื่ออ่อน โดยมีสัดส่วนรวมมากในกล้ามเนื้อ มากกว่าการกล่าวว่า “ซีเซียมสะสมเฉพาะในกล้ามเนื้อ” แบบจำลอง ICRP แยกการถ่ายโอนระหว่างเลือด เนื้อเยื่อ และการขับออกตามเวลาเพื่อคำนวณปริมาณรังสีสะสมในอวัยวะต่าง ๆ
5. ทริเทียมกับน้ำในร่างกาย
ทริเทียม หรือไฮโดรเจน-3 (Tritium or Hydrogen-3) สามารถอยู่ในรูปก๊าซไฮโดรเจน น้ำทริเทียม หรือสารอินทรีย์ที่มีทริเทียมเป็นองค์ประกอบ รูปแบบที่สำคัญต่อปริมาณรังสีภายในคือ น้ำทริเทียม (Tritiated Water) เนื่องจากสามารถผสมกับน้ำธรรมดาและกระจายผ่านช่องว่างของเหลวทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเลือด กล้ามเนื้อ อวัยวะ และของเหลวภายในเซลล์ ทริเทียมในรูปน้ำจึงไม่ได้สะสมจำเพาะในอวัยวะใด แต่มีการกระจายค่อนข้างทั่วร่างกาย ส่วนทริเทียมที่รวมอยู่ในโมเลกุลอินทรีย์อาจคงอยู่ในเนื้อเยื่อนานขึ้นตามอัตราการหมุนเวียนของสารอินทรีย์นั้น
การจัดทริเทียมไว้ในหัวข้อ “เนื้อเยื่ออ่อน กล้ามเนื้อ และน้ำในร่างกาย” จึงเหมาะสมกว่าการจัดเป็นนิวไคลด์สะสมในกล้ามเนื้อโดยตรง ICRP Publication 134 ครอบคลุมแบบจำลองและข้อมูลการรับเข้าสำหรับไฮโดรเจนและธาตุเบาหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการประเมินปริมาณรังสีภายใน
6. คาร์บอน-14 กับสารอินทรีย์ทั่วร่างกาย
คาร์บอนเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และกรดนิวคลีอิก คาร์บอน-14 จึงอาจเข้าสู่เส้นทางเมแทบอลิซึมของสารอินทรีย์ได้ โดยรูปแบบการกระจายขึ้นอยู่กับสารประกอบที่นำคาร์บอน-14 เข้าสู่ร่างกาย
หากอยู่ในรูปคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอน-14 อาจแลกเปลี่ยนกับระบบไบคาร์บอเนตและถูกขับออกทางลมหายใจได้ค่อนข้างรวดเร็ว แต่หากรวมอยู่ในสารอินทรีย์ อาจถูกนำไปสร้างเนื้อเยื่อหรือเข้าสู่กระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ การคงอยู่จึงมีได้หลายช่วงเวลา ตั้งแต่การหมุนเวียนรวดเร็วจนถึงการรวมอยู่ในองค์ประกอบชีวภาพที่มีอายุยาวกว่า
ดังนั้น คาร์บอน-14 ควรอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับ สารอินทรีย์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย มากกว่าจะระบุอวัยวะสะสมจำเพาะเพียงแห่งเดียว
7. กระดูกกับสตรอนเชียม เรเดียม แคลเซียม และแอกทิไนด์
7.1 สตรอนเชียมและเรเดียม
แคลเซียมเป็นองค์ประกอบหลักของผลึกไฮดรอกซีอะพาไทต์ในกระดูก สตรอนเชียมและเรเดียมเป็นธาตุในกลุ่มแอลคาไลน์เอิร์ท มีประจุไอออนโดยทั่วไปเป็น 2+ และมีสมบัติทางเคมีบางประการคล้ายแคลเซียม จึงสามารถเข้าแทนที่แคลเซียมบางส่วนในแร่ธาตุของกระดูกได้
สตรอนเชียม-90 จึงสามารถคงอยู่ในโครงกระดูกและปล่อยรังสีบีตา เมื่อสลายตัวจะเกิดอิตเทรียม-90 ซึ่งปล่อยรังสีบีตาพลังงานสูงกว่า ทำให้ทั้งผิวกระดูกและไขกระดูกที่อยู่ใกล้เคียงอาจได้รับปริมาณรังสี
เรเดียม-226 มีพฤติกรรมคล้ายแคลเซียมในบางกระบวนการและสามารถสะสมในกระดูกได้ เมื่อปล่อยรังสีแอลฟา พลังงานจะถูกฝากในระยะสั้นใกล้ตำแหน่งที่นิวไคลด์คงอยู่ แบบจำลอง ICRP จึงให้ความสำคัญกับการกระจายระหว่างพื้นผิวกระดูก ปริมาตรกระดูก และไขกระดูก
7.2 พลูโทเนียมและอะเมริเซียม
พลูโทเนียมและอะเมริเซียมไม่ได้เลียนแบบแคลเซียมโดยตรงเหมือนสตรอนเชียม แต่เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดสามารถจับกับโปรตีนและไปคงอยู่บนผิวกระดูกหรือในตับได้เป็นเวลานาน นิวไคลด์เหล่านี้เป็นตัวปล่อยรังสีแอลฟา จึงมีความสำคัญต่อปริมาณรังสีเฉพาะที่บริเวณผิวกระดูกและเซลล์ที่อยู่ใกล้เคียง
การจัดพลูโทเนียม-239 และอะเมริเซียม-241 ไว้ทั้งในหมวดตับและกระดูกจึงมีเหตุผล แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นการกระจายระหว่างหลายบริเวณ ไม่ใช่การสะสมในอวัยวะเดียว ICRP Publication 141 จัดทำแบบจำลองชีวจลนศาสตร์และข้อมูลการประเมินปริมาณรังสีสำหรับพลูโทเนียม อะเมริเซียม และธาตุแอกทิไนด์อื่นโดยเฉพาะ
7.3 ฟอสฟอรัส แบเรียม และสังกะสี
ฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบของกระดูก กรดนิวคลีอิก และสารประกอบพลังงานภายในเซลล์ ฟอสฟอรัส-32 จึงเกี่ยวข้องทั้งกับกระดูกและเนื้อเยื่อที่มีการสร้างเซลล์หรือเมแทบอลิซึมสูง ไม่ควรตีความว่าเป็นนิวไคลด์สะสมเฉพาะในกระดูก
แบเรียมอยู่ในกลุ่มแอลคาไลน์เอิร์ทและอาจมีพฤติกรรมบางส่วนสัมพันธ์กับกระดูก แต่การดูดซึมและการคงอยู่ขึ้นอยู่กับรูปแบบสารประกอบ ส่วนสังกะสีเป็นธาตุรองที่ใช้ในเอนไซม์จำนวนมาก จึงกระจายในหลายอวัยวะ รวมถึงกล้ามเนื้อ ตับ ตับอ่อน และกระดูก การแสดงสังกะสี-65 ในหมวดกระดูกจึงควรระบุว่าเป็นเพียงหนึ่งในเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง มิใช่ตำแหน่งสะสมจำเพาะ
8. ปอดกับเรดอนและอนุภาคกัมมันตรังสีจากการสูดหายใจ
8.1 เรดอนและผลิตผลการสลาย
เรดอน-222 เป็นก๊าซมีตระกูล จึงไม่เกิดปฏิกิริยาเคมีหรือสะสมในเนื้อเยื่ออย่างเด่นชัด อย่างไรก็ตาม เมื่อเรดอนสลายตัวจะเกิดผลิตผลการสลายที่เป็นของแข็ง เช่น พอโลเนียม ตะกั่ว และบิสมัท นิวไคลด์ลูกเหล่านี้สามารถเกาะกับละอองในอากาศและตกสะสมบนเยื่อบุทางเดินหายใจ
ดังนั้น ปริมาณรังสีต่อปอดจากเรดอนเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก ผลิตผลการสลายอายุสั้นของเรดอน ซึ่งปล่อยรังสีแอลฟาใกล้เซลล์เยื่อบุหลอดลม มากกว่าจากก๊าซเรดอนที่คงอยู่ในปอดโดยตรง
8.2 ยูเรเนียม พลูโทเนียม และอะเมริเซียม
เมื่อสูดหายใจอนุภาคที่มียูเรเนียม พลูโทเนียม หรืออะเมริเซียม ตำแหน่งการตกสะสมขึ้นอยู่กับขนาดอนุภาคและรูปแบบการหายใจ อนุภาคขนาดใหญ่มีแนวโน้มตกสะสมในทางเดินหายใจส่วนต้น ส่วนอนุภาคขนาดเล็กสามารถเข้าสู่หลอดลมส่วนปลายและถุงลมปอดได้
ความสามารถในการละลายเป็นปัจจัยสำคัญ อนุภาคที่ละลายเร็วอาจถูกดูดซึมเข้าสู่เลือดและเคลื่อนย้ายไปยังไต ตับ หรือกระดูก ส่วนอนุภาคที่ละลายช้าอาจคงอยู่ในปอดเป็นเวลานาน ทำให้ปอดได้รับปริมาณรังสีต่อเนื่อง แบบจำลองทางเดินหายใจของ ICRP จึงแยกการตกสะสม การกำจัดเชิงกล การละลาย และการดูดซึมเข้าสู่เลือดออกจากกัน
8.3 คริปทอน-85
คริปทอน-85 เป็นก๊าซมีตระกูลและไม่ค่อยจับกับเนื้อเยื่อ จึงไม่ควรอธิบายว่าเป็นนิวไคลด์สะสมจำเพาะในปอด เมื่อสูดหายใจเข้าไป ก๊าซส่วนใหญ่จะถูกหายใจออก การได้รับรังสีอาจเกิดขึ้นขณะก๊าซอยู่ในอากาศรอบตัวหรืออยู่ชั่วคราวในปอดและร่างกาย
ดังนั้น การจัดคริปทอน-85 ไว้ในหมวดปอดควรตีความว่าเกี่ยวข้องกับ เส้นทางการสูดหายใจและการอยู่ในบรรยากาศก๊าซ ไม่ใช่การสะสมระยะยาวในเนื้อปอด
9. ตับกับทอง พลูโทเนียม อะเมริเซียม เหล็ก และโคบอลต์
ตับได้รับเลือดจากทั้งระบบไหลเวียนทั่วไปและหลอดเลือดพอร์ทัลจากทางเดินอาหาร จึงเป็นอวัยวะสำคัญในการรับสารที่ดูดซึมจากลำไส้ การเมแทบอลิซึม การจับกับโปรตีน และการกำจัดสารออกทางน้ำดี
ทอง-198 ในรูปคอลลอยด์อาจถูกเซลล์ของระบบฟาโกไซต์จับและนำไปยังตับหรือม้ามได้ จึงมีการกระจายต่างจากทอง-198 ในรูปสารละลายหรือสารประกอบอื่น
พลูโทเนียมและอะเมริเซียมที่เข้าสู่เลือดสามารถคงอยู่ในตับและโครงกระดูกเป็นเวลานาน เนื่องจากจับกับโปรตีนและองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ ส่วนเหล็ก-59 เกี่ยวข้องกับระบบหมุนเวียนธาตุเหล็ก ตับทำหน้าที่สะสมเหล็กและสร้างโปรตีนหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและเมแทบอลิซึมของเหล็ก
โคบอลต์เป็นส่วนประกอบของวิตามินบี 12 แต่การกระจายของโคบอลต์กัมมันตรังสีขึ้นอยู่กับรูปแบบทางเคมี โคบอลต์อิสระและโคบอลต์ที่อยู่ในโมเลกุลชีวภาพอาจมีพฤติกรรมต่างกัน จึงไม่ควรระบุว่าโคบอลต์-60 สะสมจำเพาะในตับเพียงแห่งเดียว ข้อมูลการรับเข้าและชีวจลนศาสตร์ของเหล็กและโคบอลต์รวมอยู่ใน ICRP Publication 134
10. ม้าม ระบบเลือด และเหล็ก-59
ม้ามทำหน้าที่กรองเลือด กำจัดเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ และมีบทบาทในระบบภูมิคุ้มกัน เหล็กจากฮีโมโกลบินที่ถูกสลายสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ผ่านระบบเซลล์ฟาโกไซต์ในม้าม ตับ และไขกระดูก
เหล็ก-59 จึงอาจพบในเลือด เม็ดเลือดแดง ไขกระดูก ตับ และม้ามตามช่วงเวลาหลังรับเข้าสู่ร่างกาย ช่วงแรกอาจอยู่ในพลาสมาโดยจับกับทรานส์เฟอร์ริน จากนั้นถูกนำไปยังไขกระดูกเพื่อสร้างฮีโมโกลบิน และภายหลังเข้าสู่เม็ดเลือดแดง
ดังนั้น การใช้หัวข้อ “ม้าม/ระบบเลือด/เนื้อเยื่ออื่น” มีความเหมาะสมกว่าการระบุว่าเหล็ก-59 สะสมในม้ามโดยตรงเพียงแห่งเดียว
11. โพลอเนียม-210 กับตับ ไต ม้าม และเนื้อเยื่อหลายชนิด
โพลอเนียม-210 เป็นตัวปล่อยรังสีแอลฟาที่มีพลังงานสูงและมีระยะทางในเนื้อเยื่อสั้น หลังเข้าสู่กระแสเลือดสามารถกระจายไปยังตับ ไต ม้าม ไขกระดูก และเนื้อเยื่ออื่นได้ การกระจายขึ้นอยู่กับรูปแบบทางเคมีและการจับกับองค์ประกอบของเลือดหรือเนื้อเยื่อ
เนื่องจากรังสีแอลฟาฝากพลังงานในระยะสั้นมาก อวัยวะที่มีโพลอเนียมคงอยู่จึงอาจได้รับปริมาณรังสีเฉพาะที่สูง แม้ว่ากัมมันตภาพรังสีรวมในร่างกายจะมีปริมาณไม่มาก การแสดงโพลอเนียม-210 ใต้หัวข้อม้ามจึงควรมีคำอธิบายว่าไม่ได้จำเพาะต่อม้าม แต่กระจายไปยังหลายอวัยวะ
12. ไตกับยูเรเนียมและรูทีเนียม
12.1 ยูเรเนียม
ยูเรเนียมมีอันตรายสองมิติ ได้แก่ อันตรายจากการแผ่รังสีและความเป็นพิษทางเคมี เมื่อสารประกอบยูเรเนียมที่ละลายได้เข้าสู่เลือด ยูเรเนียมส่วนหนึ่งจะถูกกรองผ่านไต ไตจึงเป็นอวัยวะสำคัญต่อความเป็นพิษทางเคมี โดยเฉพาะต่อท่อไตส่วนต้น
ส่วนที่ไม่ถูกขับออกทันทีอาจกระจายไปยังกระดูก ตับ และเนื้อเยื่ออื่น พฤติกรรมของยูเรเนียมจึงแตกต่างกันตามรูปแบบสารประกอบ ความสามารถในการละลาย และช่องทางการรับเข้า การจัดยูเรเนียมไว้ทั้งในหัวข้อปอด ไต และกระดูกจึงสมเหตุสมผล หากอธิบายว่าปอดเกี่ยวข้องกับการสูดหายใจ ไตเกี่ยวข้องกับการกำจัดและพิษทางเคมี และกระดูกเกี่ยวข้องกับการคงอยู่เชิงระบบ
12.2 รูทีเนียม-106
รูทีเนียมสามารถอยู่ในรูปออกซิเดชันและสารประกอบหลายชนิด ทำให้การดูดซึมและการกระจายแตกต่างกัน การคงอยู่ในไต ตับ หรือเนื้อเยื่ออื่นขึ้นอยู่กับรูปแบบทางเคมีและช่องทางการรับเข้า จึงไม่ควรตีความว่ารูทีเนียม-106 เป็นนิวไคลด์ที่มุ่งสะสมเฉพาะในไต
การระบุไตเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องควรใช้เพื่อแสดงว่ารูทีเนียมบางส่วนอาจผ่านระบบขับถ่ายทางไตหรือทำให้ไตได้รับปริมาณรังสีภายใต้รูปแบบทางเคมีบางชนิด
13. ผิวหนังกับกำมะถัน-35 และฟอสฟอรัส-32
การจัดกำมะถัน-35 และฟอสฟอรัส-32 ไว้ในหัวข้อผิวหนังควรตีความในบริบทของ การเปรอะเปื้อนภายนอก (External Contamination) มากกว่าการสะสมภายในผิวหนัง
นิวไคลด์ทั้งสองปล่อยรังสีบีตา เมื่อวัสดุกัมมันตรังสีติดบนผิวหนัง รังสีบีตาสามารถฝากพลังงานในชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวได้ ความรุนแรงขึ้นอยู่กับพลังงานบีตา กัมมันตภาพรังสีต่อพื้นที่ ระยะเวลาที่ติดอยู่บนผิวหนัง และการมีเสื้อผ้าหรือวัสดุป้องกัน
หากกำมะถัน-35 หรือฟอสฟอรัส-32เข้าสู่ร่างกาย พฤติกรรมจะเปลี่ยนไปตามชีวเคมีของกำมะถันและฟอสฟอรัส โดยอาจกระจายเข้าสู่โปรตีน กรดอะมิโน ฟอสเฟต กรดนิวคลีอิก และเนื้อเยื่อหลายชนิด ดังนั้น ผิวหนังไม่ใช่อวัยวะสะสมจำเพาะของนิวไคลด์ทั้งสอง
14. อวัยวะสืบพันธุ์ไม่ได้เป็นอวัยวะที่นิวไคลด์ในภาพทุกชนิดมุ่งสะสม
รังไข่และอวัยวะสืบพันธุ์เป็นเนื้อเยื่อที่มีความสำคัญในการประเมินปริมาณรังสี แต่การได้รับปริมาณรังสีไม่จำเป็นต้องเกิดจากการสะสมของนิวไคลด์ในรังไข่โดยตรง
อวัยวะสืบพันธุ์อาจได้รับพลังงานจากรังสีแกมมาหรือรังสีเอกซ์ที่ปล่อยจากนิวไคลด์ในตับ กระดูก กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ หรืออวัยวะอื่น รังสีที่มีอำนาจทะลุผ่านสูงสามารถถ่ายเทพลังงานข้ามระยะทางภายในร่างกายได้ ในทางตรงกันข้าม รังสีแอลฟาและรังสีบีตาพลังงานต่ำมักฝากพลังงานใกล้บริเวณต้นกำเนิด
ด้วยเหตุนี้ การประเมินปริมาณรังสีต่ออวัยวะสืบพันธุ์ต้องทราบว่า
- นิวไคลด์อยู่ในอวัยวะต้นกำเนิดใด
- มีการสลายกี่ครั้งตลอดช่วงเวลาที่คงอยู่
- ปล่อยรังสีชนิดใดและมีพลังงานเท่าใด
- พลังงานส่วนใดถ่ายเทมาถึงอวัยวะสืบพันธุ์
- อวัยวะต้นกำเนิดและอวัยวะเป้าหมายอยู่ห่างกันเพียงใด
กรอบการคำนวณของ ICRP ใช้ค่าการดูดกลืนจำเพาะ (Specific Absorbed Fraction) เพื่ออธิบายสัดส่วนพลังงานที่ปล่อยในบริเวณต้นกำเนิดและถูกดูดกลืนในอวัยวะเป้าหมาย
15. ครึ่งชีวิตทางกายภาพไม่ใช่ตัวกำหนดระยะเวลาคงอยู่ในร่างกายเพียงอย่างเดียว
ครึ่งชีวิตทางกายภาพ (Physical Half-life) เป็นสมบัติของนิวเคลียสและบอกระยะเวลาที่กัมมันตภาพรังสีลดลงครึ่งหนึ่งจากการสลายทางนิวเคลียร์ ฐานข้อมูล NuDat ให้ข้อมูลครึ่งชีวิต โหมดการสลาย พลังงาน และความเข้มของรังสีจากข้อมูลนิวเคลียร์ที่ผ่านการประเมิน
อย่างไรก็ตาม นิวไคลด์ภายในร่างกายลดลงทั้งจากการสลายทางกายภาพและการขับออกทางชีวภาพ จึงใช้แนวคิดครึ่งชีวิตยังผล (Effective Half-life)Teff1=Tp1+Tb1
โดยที่
- Teff คือครึ่งชีวิตยังผล
- Tp คือครึ่งชีวิตทางกายภาพ
- Tb คือครึ่งชีวิตทางชีวภาพ
จึงเขียนได้ว่าTeff=Tp+TbTpTb
นิวไคลด์ที่มีครึ่งชีวิตทางกายภาพยาวมากอาจไม่คงอยู่ในร่างกายนาน หากถูกขับออกอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม นิวไคลด์ที่จับกับกระดูกหรือตับแน่นอาจมีการคงอยู่ทางชีวภาพยาวและทำให้เกิดการฉายรังสีต่อเนื่อง เนื้อหาหลักในบทความประกอบของอาจารย์ได้เน้นความแตกต่างระหว่างครึ่งชีวิตทางกายภาพ ครึ่งชีวิตทางชีวภาพ และครึ่งชีวิตยังผลไว้อย่างถูกต้องแล้ว
16. นัยต่อการประเมินปริมาณรังสีภายใน
การประเมินปริมาณรังสีภายในไม่สามารถใช้เฉพาะค่ากัมมันตภาพรังสีเริ่มต้นหรือครึ่งชีวิตทางกายภาพ แต่ต้องพิจารณาเป็นลำดับดังนี้
- ระบุนิวไคลด์กัมมันตรังสีและรูปแบบทางเคมี
- ระบุช่องทางการรับเข้า เช่น สูดหายใจ รับประทาน หรือเข้าสู่บาดแผล
- ประเมินการตกสะสมและการดูดซึมเข้าสู่เลือด
- ใช้แบบจำลองชีวจลนศาสตร์เพื่อคำนวณการกระจายและการคงอยู่ในอวัยวะ
- คำนวณจำนวนการสลายสะสมในแต่ละบริเวณต้นกำเนิด
- คำนวณพลังงานที่ถ่ายเทไปยังอวัยวะเป้าหมาย
- ประเมินปริมาณรังสีสมมูลต่ออวัยวะและปริมาณรังสียังผลผูกมัด
ค่าสัมประสิทธิ์ปริมาณรังสีต่อการรับเข้า (Dose Coefficient per Intake) มีหน่วยซีเวิร์ตต่อเบ็กเคอเรล และรวมผลของการสลาย การกระจายตัว การคงอยู่ในอวัยวะ และการถ่ายเทพลังงานไว้แล้ว แบบจำลองและค่าสัมประสิทธิ์รุ่นปัจจุบันสำหรับผู้ปฏิบัติงานอยู่ในชุด Occupational Intakes of Radionuclides ของ ICRP ส่วน Publication 158 เริ่มปรับปรุงค่าสำหรับประชาชนทั่วไปโดยใช้แบบจำลองทางสรีรวิทยาที่ทันสมัยขึ้น
บทสรุป
นิวไคลด์กัมมันตรังสีไม่ได้ “เลือก” อวัยวะด้วยสมบัติความเป็นกัมมันตรังสี แต่กระจายไปตามพฤติกรรมทางเคมีและชีววิทยาของธาตุนั้น ร่างกายอาจรับนิวไคลด์เข้าสู่เส้นทางเดียวกับธาตุที่จำเป็น เช่น ไอโอดีนเข้าสู่ต่อมไทรอยด์ สตรอนเชียมเข้าสู่กระดูก และซีเซียมกระจายในเนื้อเยื่ออ่อน นิวไคลด์บางชนิดสัมพันธ์กับอวัยวะเนื่องจากการจับกับโปรตีน การกรองและขับออก การตกสะสมของอนุภาค หรือการคงอยู่ระยะยาวในเนื้อเยื่อ
ความสัมพันธ์สำคัญสามารถสรุปได้ว่า ไอโอดีนสัมพันธ์กับต่อมไทรอยด์เพราะเป็นวัตถุดิบในการสร้างฮอร์โมน ซีเซียมและโพแทสเซียมสัมพันธ์กับเนื้อเยื่ออ่อนเพราะมีพฤติกรรมของไอออนภายในเซลล์ สตรอนเชียมและเรเดียมสัมพันธ์กับกระดูกเพราะมีสมบัติคล้ายแคลเซียม ทริเทียมกระจายกับน้ำในร่างกาย แอกทิไนด์อย่างพลูโทเนียมและอะเมริเซียมคงอยู่ในตับและผิวกระดูก ยูเรเนียมเกี่ยวข้องกับไตจากการขับออกและพิษทางเคมี ส่วนเรดอนก่อปริมาณรังสีต่อระบบทางเดินหายใจผ่านผลิตผลการสลายที่ตกสะสมบนเยื่อบุหลอดลม
อย่างไรก็ตาม ไม่มีความสัมพันธ์ใดควรตีความแบบหนึ่งนิวไคลด์ต่อหนึ่งอวัยวะ การกระจายตัวจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบสารประกอบ ความสามารถในการละลาย ช่องทางรับเข้า อายุ สภาวะทางสรีรวิทยา และเวลาหลังการรับเข้า ดังนั้น ภาพอินโฟกราฟิกควรใช้เป็นแผนที่แนวคิดเบื้องต้น และต้องใช้แบบจำลองชีวจลนศาสตร์กับแบบจำลองปริมาณรังสีภายในในการประเมินเชิงปริมาณ เนื้อหาในเอกสารประกอบของอาจารย์ได้วางหลักสำคัญไว้แล้วว่าอวัยวะที่แสดงเป็นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการรับเข้า การสะสม หรือการได้รับปริมาณรังสีเด่น มิใช่ตำแหน่งสะสมจำเพาะในทุกกรณี

เอกสารอ้างอิงหลัก
- International Commission on Radiological Protection. Occupational Intakes of Radionuclides: Part 1. ICRP Publication 130. 2015.
- International Commission on Radiological Protection. Occupational Intakes of Radionuclides: Part 2. ICRP Publication 134. 2016.
- International Commission on Radiological Protection. Occupational Intakes of Radionuclides: Part 3. ICRP Publication 137. 2017.
- International Commission on Radiological Protection. Occupational Intakes of Radionuclides: Part 4. ICRP Publication 141. 2019.
- International Commission on Radiological Protection. Occupational Intakes of Radionuclides: Part 5. ICRP Publication 151. 2022.
- International Commission on Radiological Protection. The ICRP Computational Framework for Internal Dose Assessment for Reference Adults. ICRP Publication 133. 2016.
- International Commission on Radiological Protection. Dose Coefficients for Intakes of Radionuclides by Members of the Public: Part 1. ICRP Publication 158. 2024.
- National Nuclear Data Center. NuDat 3: Nuclear Structure and Decay Data. Brookhaven National Laboratory
#นิวไคลด์กัมมันตรังสี #ไอโซโทปกัมมันตรังสี #การได้รับรังสีภายใน #InternalExposure #InternalDosimetry #ชีวจลนศาสตร์ #Biokinetics #การป้องกันอันตรายจากรังสี #RadiationProtection #ความปลอดภัยทางรังสี #RadiationSafety #การประเมินปริมาณรังสี #DoseAssessment #HealthPhysics #NuclearEngineering #NuclearScience #Radioisotopes #Radionuclides #RadiationEducation #ต่อมไทรอยด์ #ไอโอดีน131 #ซีเซียม137 #สตรอนเชียม90 #ทริเทียม #RadionuclideBiokinetics
ใส่ความเห็น